เรื่องราวของไร่ดินดีใจและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ


 

 

Image

เรื่องราวของไร่ดินดีใจและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติImage

 

 

 

ไร่ดินดีใจ เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๘ จากความต้องการที่จะเรียนรู้ และพึ่งพาตนเองในวิถีธรรมชาติ ด้วยการแปรรูปผลผลิตจากการเพาะปลูกในไร่ของเราเอง และพืชที่มีในท้องถิ่น เพื่อใช้เองในครอบครัวและจำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยความต้องการที่จะทดแทนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เราจึงทำ สมุนไพรเพื่อทดแทนแชมพูและครีมนวดผม โดยใช้ ใบหมี่ ส้มซ่า และมะกรูด ซึ่งเป็นพืชที่มีในท้องถิ่นและหาได้ง่าย เป็นภูมิปัญญาโบราณซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายาย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับทำความสะอาด บำรุงผมและหนังศีรษะที่ปราศจากสารเคมีของไร่ดินดีใจ ที่ใช้ได้ดีกับทุกๆสภาพผมและหนังศีรษะ เป็นสมุนไพรสระผมที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยปรับสภาพหนังศีรษะ ช่วยปรับค่า PH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูงซึ่งเกิดจากการใช้แชมพูเคมี เราทำ ผงถั่วเขียวทำความสะอาดผิว จากถั่วเขียวที่เราปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ปรับปรุงบำรุงดิน ในระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ ซึ่งไม่มีการใช้สารเคมีตั้งแต่ในระบบการผลิต เก็บรักษา จนถึงการแปรรูป โดยนำมาล้างให้สะอาด ตากแดดจนแห้งสนิท และบดเป็นผง เพื่อใช้ในการทำความสะอาดผิวแทนสบู่และครีมล้างหน้า เราทำ น้ำมันงาบริสุทธิ์ จากงาดิบที่ปลูกในระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ เพื่อใช้ในการบำรุงผิวตามธรรมชาติ ใช้นวดตัวและทำอาหาร น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดงาดิบ ด้วยกรรมวิธีการสกัดเย็นนี้ จะมีวิตามินอีและสารเซซามอลที่มีในงาดิบตามธรรมชาติ ช่วยป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 40% ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ต้านอนุมูลอิสระและทำให้ผิวนุ่มนวล   เมื่อสมัยโบราณชาวอินเดียก็ใช้ถั่วเขียวในการทำความสะอาดร่างกาย ต่อมาเมื่อชาวยุโรปนำสบู่เข้าไป ผู้คนจึงหันมาใช้สบู่กัน ในบ้านเราก็เหมือนกัน เมื่อก่อนเราใช้น้ำด่างจากขี้เถ้าและน้ำส้มมะขามเปียกในการทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ จานชาม และใช้ขมิ้นกับน้ำมะขามเปียก หรือฝักส้มป่อย ขัดตัว ทำความสะอาดผิว เราใช้ใบหมี่ มะกรูด มะคำดีควาย สระผม เราใช้เราจึงไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีมากมายเท่ากับยุคสมัยนี้  

 

 

 

ทำไมเราจึงต้องทำผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติ?

  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไปมีส่วนผสมของอะไรบ้าง?   ส่วนประกอบหลักของสารที่ช่วยในการทำความสะอาดในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ในแชมพู สบู่เหลว สบู่เด็ก น้ำยาล้างจาน ยาสีฟัน หรือแม้แต่ในยาสีฟันเด็กบางยี่ห้อ ล้วนมาจากสารซักฟอก (detergent) ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม(etroleum) (สารเคมีจากปิโตรเลียม ราคาถูกกว่าสารที่สกัดจากของจริง) ตัวอย่างเช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate ) ซึ่งอาจเรียกในชื่ออื่นๆ ได้ว่า sodium laureate sulfate และ sodium lauryl ether sulfate (หรือ sodium laureth sulfate ได้แก่ SLES เป็นสารอีกตัวหนึ่งของ SLS ที่ให้ฟองมากกว่า) สาร SLS นี้ ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นโรงรถ ผลิตภัณฑ์ชำระคราบน้ำมัน และสบู่ล้างรถในอุตสาหกรรมทำความสะอาด เพราะมันมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง[i]   สารที่ให้ฟอง ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สีที่ใส่เพื่อแต่งสีในผลิตภัณฑ์ กลิ่นหอมสังเคราะห์ ที่ใส่เข้าไป รวมทั้งผงข้น(สารที่ใส่เพื่อให้ตัวผลิตภัณฑ์เกิดความข้น) สารเหล่านี้มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้ สามารถก่อให้เกิดการระคายเคือง อาการแพ้ คลื่นไส้ อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า เซื่องซึม อ่อนเพลีย หงุดหงิด โกรธง่าย หลงลืมและขาดสมาธิในบางคน  สารเคมีเหล่านี้หากเข้าสู่ร่างกายของเราและไม่สามารถขับถ่ายออกได้หมด จะเกิดการตกค้างสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต และกระแสเลือด และอาจก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ อย่างเช่นมะเร็ง[ii]   องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่า เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารชำระล้าง สารทำให้เกิดฟอง สารที่ทำให้ข้นเหมือนน้ำนม (emulsifiers) และตัวทำละลายบางชนิด (ที่มีคำนำหน้าหรือตัวพยัญชนะ “PEG” “-eth” เหล่านี้เป็นต้น ) อาจมีการเจือปนของ 1,4 dioxane ซึ่งมีการค้นพบว่าเป็นสารก่อมะเร็งที่ตับและโพรงจมูกในการทดสอบกับสัตว์ทดลอง และก่อมะเร็งผิวหนังในการทดสอบด้วยการทาที่ผิว[iii] รวมทั้ง Methylparaben, propplyparaben, prapylparaben สาร paraben (หรือ hydrobensoates) ซึ่งเป็นวัตถุกันเสียสังเคราะห์ที่ได้มาจากสารปิโตรเลียม เป็นสารที่ทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุของอาการแพ้[iv]   ในแชมพูทั่วไปที่ใส่สาร SLS สารซักฟอกเหล่านี้จะไปล้างไขมันธรรมชาติที่ช่วยเคลือบผมและหนังศีรษะจนหมด เมื่อไขมันที่เคลือบเส้นผมและหนังศีรษะถูกล้างไปจนหมด ต่อมน้ำมันธรรมชาติจะสร้างน้ำมันมาชโลมเส้นผมมากขึ้น ยิ่งสระผมบ่อย ต่อมน้ำมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากจนผมมันเยิ้มไปหมด เราก็ยิ่งสระผมบ่อยขึ้น จนนานเข้าหนังศีรษะและตุ่มรากผมก็เสียสมดุล รากผมไม่แข็งแรง และหลุดร่วงได้ง่าย  หนังศีรษะแห้งเป็นเกล็ด เกิดเป็นรังแค[v]   ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสารเคมีเหล่านี้ และหันกลับไปทำความสะอาดร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โดยวิธีที่ดีที่สุดคือการทำใช้เองโดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ  

 

สมุนไพรธรรมชาติกับชีวิตประจำวัน

  เหงือกและฟัน   ใช้ใบมะม่วง ใบและกิ่งสะเดา ใบขนุน ใบฝรั่ง ใบและกิ่งข่อย และดอกกานพลู สามารถนำมาใช้ทำความสะอาดฟันและเหงือกได้ดี ใช้ใบแก่สีเหลือง มาฉีกออกเป็นสองส่วน ดึงแกนกลางออก นำมาม้วน กัดปลายทิ้งเพื่อให้เกิดรอยหยัก ใช้ถูกฟันและเหงือกจนทั่ว ใช้กิ่งสะเดา และข่อย ขนาดนิ้วมือ นำมาตัดเป็นท่อนสั้นๆ ทุบปลายให้แตกนิ่ม นำมาถูกฟันแทนแปรงได้ดี นำต้มใบฝรั่งและดอกกานพลูช่วยบรรเทาอาการปวดเสียวฟันและแก้ปัญหาเหงือกร่นได้ดี   ผิวและผิวหน้า   นำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด ตากแดดจนแห้งสนิท และบดเป็นผงนำมาผสมน้ำให้เป็นครีมข้นๆ นำมาล้างหน้าอาบน้ำแทนสบู่และครีมโฟมล้างหน้าได้เลย  ถั่วเขียวนี้ มีค่าความเป็นกรด – ด่าง = 5.5 ซึ่งเป็นค่าความเป็นกรด ด่าง ที่เท่ากับผิวหนังของเรา ถั่วเขียวจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกินของผิวหน้าและผิวกาย แต่ยังรักษาน้ำมันธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อผิวของเราไว้ นอกจากนี้แล้วถั่วเขียวยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วช่วยให้เกิดการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวดีขึ้น และที่สำคัญคือ ไม่ทิ้งสิ่งอุดตันรูขุมขนและสารเคมีตกค้างไว้ให้ผิว และไม่ทำให้ผิวแห้งตึง   ผมและหนังศีรษะ สมุนไพรที่คนโบราณนำมาใช้ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะนั้น เป็นสมุนไพรใกล้ตัวปลูกไว้ริมรั้วบ้าน หาได้ง่าย นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น มะกรูด ทำให้ผมนิ่มสลวย ขิงแก่ บรรเทาอาการผมร่วง ใบหมี่ ช่วยให้ผมขึ้นดกดำ เสลดพังพอน แก้พิษแพ้ต่างๆ ใบบัวบก บำรุงรากผม กระตุ้นการงอกของผม ประคำดีควาย แก้ชันตุ แก้รังแค แก้เชื้อรา (ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ประจำ ใช้เมื่อมีปัญหา และเลิกใช้เมื่อหายดีแล้ว) กะเม็ง บำรุงรากผม เถาตำลึง, ตะไคร้ แก้ผมแตกปลาย มะรุมทั้งห้า ช่วยรักษาหนังศีรษะและรังแค สมุนไพรที่ใช้ในการดูแลสุขภาพผมและหนังศีรษะ ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายมีอยู่ทั่วไปราคาถูก ที่ใช้บ่อย ได้แก่

 

น้ำซาวข้าว

ในอดีตคนไทยโบราณมีการใช้ “น้ำซาวข้าว” มาสระผม ซึ่งจะช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่น ไม่เป็นรังแค และมีกลิ่นหอมของน้ำซาวข้าว ถ้าจะให้ดีให้ใช้น้ำซาวข้าวที่เก็บไว้หลายวันหรือที่เรียกว่า “น้ำมวกส้ม” ซึ่งเมื่อนำมาสระผมจะทำให้ผมเป็นเงางามกว่าน้ำซาวข้าวธรรมดา และยังใช้สระผมร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นได้ อีกหลายตำรับ ไม่ว่าจะเป็นยาสระผมน้ำซาวข้าวใบหมี่ ตำรับยาสระผมมะกรูดและน้ำข้าวกล้องปั่น ตำรับของสาวภูไท นอกจากนี้รำข้าวยังช่วยปลูกผมได้อีกด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ช่วยให้คนพึ่งตัวเองได้

 

มะกรูด

การใช้มะกรูดสระผมน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีการสระ บ้างก็ใช้ผลดิบผ่าแล้วบีบน้ำสระโดยตรง บ้างก็นำไปเผา หรือต้มก่อนสระ น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยว มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยปรับสภาพหนังศีรษะ ช่วยปรับค่า pH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพู อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย ด้วยองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่น ๆ ผิวของมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค น้ำมันมะกรูดที่มีในผิวมะกรูดจะไปซ่อมชั้นเคอราตินให้เป็นมันเงา  ผมมีน้ำหนัก น้ำมะกรูดช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะและขจัดรังแคไปในตัว วิธีใช้ : นำผลของมะกรูดปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งนำผลมะกรูดที่ผ่าครึ่งถูบริเวณศีรษะ หรือนำไปผสมกับน้ำอุ่น เมื่อสระผมเสร็จแล้วเอาน้ำมะกรูดสระซ้ำ โดยใช้มะกรูดครึ่งซึกขยี้ไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยให้ผมสะอาด น้ำมันหอมระเหยจะทำให้ผมชุ่มชื้นเป็นเงางามและจัดทรงง่าย

ใบหมี่

  ใบหมี่เป็นหนึ่งในพืชเหล่านี้ที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอาง ทำให้ผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม ช่วยให้ผมขึ้นดกดำ มะคำดีควาย (ประคำดีควาย)

 

ชื่ออื่น : ส้มป่อยเทศ (ภาคเหนือ) มะชัก ชะแช ชะเหล่เด่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sapindus rark A.DC. สรรพคุณ : ใช้ผล มีรสขม แก้ชันตุ แก้รังแค  วิธีใช้ : ใช้ผลมะคำดีควายทุบพอแหลก ต้มในน้ำให้เดือด นำน้ำที่ได้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค แก้โรคชันตุ  

ว่านหางจระเข้

 

ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe barbadensis Mill. สรรพคุณ : วุ้นในใบว่านหางจระเข้ที่แก่มีสาร Aloeemodin, Aloesin, Aloin ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ วุ้นในใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย วิธีใช้ : นำว่านหางจระเข้ที่แก่มาปอกเปลือก เอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้น นำมาบดแล้วเอาวุ้นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เวลาสระผมหยดน้ำวุ้นจากว่านหางจระเข้ขยี้ผมให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ช่วยลดอาการคัน  

 

ดอกอัญชัน

 

ชื่ออื่น : แดงชัน (เชียงใหม่) เอื้องชัน (ภาคเหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea Linn. สรรพคุณ : ใช้กลีบดอกสด ตำให้ละเอียด นำน้ำที่ได้ชะโลมผม จะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม   วิธีใช้ : ใช้กลีบดอกสดของดอกอัญชันตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ กรองกากออก นำน้ำที่ได้ชะโลมผมทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผมดำเป็นเงางาม ในสมัยก่อนคนชอบนำดอกอัญชันสดมาเขียนคิ้วเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คิ้วดก และดำ  

ตัวอย่าง

สูตรสมุนไพรสำหรับผม

  สูตรยาสระผมสมัยคุณตา คุณยาย   ใช้น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย มะกรูดประมาณ 3 – 4 ลูก นำมาเผาจนนิ่มดีแล้ว  เอามาขยำกับน้ำซาวข้าว ทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาน้ำมาสระผม หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที สูตรนี้จะทำให้เส้นผมมีสุขภาพดี ช่วยปรับสภาพหนังศีรษะให้เป็นกลางและรักษาแผลบนหนังศีรษะ ป้องกันและขจัดรังแคไปในตัว   แก้ปัญหาผมร่วง ใช้ขิงแก่นำมาบดแล้ว ห่อด้วยผ้าขาวบาง นำเอาไปอบหรือนึ่งจนร้อน นำห่อขิงมาคลึงที่หนังศีรษะให้ทั่วเป็นเวลานานประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยกระตุ้นรากผมให้แข็งแรง และเส้นผมไม่หลุดร่วง   ผมร่วงจากเชื้อรา ใบทองพันชั่ง ใบทองพันชั่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา หลังสระผมให้สะอาดด้วยมะกรูดเผาผสมกับน้ำซาวข้าว เอาใบทองพันชั่งตำจนละเอียดผสมน้ำพอเหนียว นำไปพอกบริเวณศีรษะที่ผมร่วง ให้ใช้ผ้าคลุมไว้ที่ศีรษะหนึ่งคืน แล้วล้างออก ทำติดต่อกัน 15-30 วัน น้ำมันงาบริสุทธิ์ น้ำมันงามีสรรพคุณด้านแบคทีเรีย รา และไวรัส สามารถแก้การอักเสบ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน ช่วยบำรุงและเคลือบเส้นผม ป้องกันการแก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการงอกของเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ ใช้น้ำมันงานำมาทาบริเวณที่ผมร่วง วันละหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งผมเริ่มขึ้น   น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ เพราะมีสารปฏิชีวนะ (จากโนโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินนอลในวิตามินอี) สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตชัว และไวรัส ช่วยปรับสภาพผม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี ช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนของเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะกับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก ผมแห้งแตกปลาย

ใช้ต้นตะไคร้สดๆ 2-3 ต้น ตำให้ละเอียด บีบน้ำออก (ถ้ามีน้ำน้อยให้เติมน้ำลงไปพอให้คั้นน้ำได้) กรอง นำน้ำที่ได้มานวดผม หลังจากสระผมเสร็จแล้ว ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วสระผมด้วยน้ำสะอาดทำทุกครั้งที่สระผม ประมาณ 2 เดือน ผมจะกลับเป็นปกติ

ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงาบริสุทธิ์ ทาให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วนวดก่อนสระผม ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ประมาณ 2-4 อาทิตย์

 

 

ยาสระผมสมุนไพร

สูตรใบหมี่ ส้มซ่า มะกรูดของไร่ดินดีใจ

 

 

ใบหมี่ ช่วยเคลือบเส้นผม ปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่เส้นผม ช่วยทำให้ผมขึ้นดกดำและมีน้ำหนัก ส้มซ่า ให้กลิ่นหอมสดชื่น มะกรูด ช่วยป้องกันและขจัดรังแค แก้คันศีรษะ แก้ปัญหาผมร่วงและป้องกันผมหงอกก่อนวัย ช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะและซ่อมแซมชั้นเคอราตินของเส้นผมให้เป็นมันเงา

 

ส่วนผสม ๑.     มะกรูด ๑ กิโลกรัม ๒.     น้ำสะอาด ๑ ลิตร ๓.     ส้มซ่า ๔.     ใบหมี่   ๑๐ ใบ   วิธีทำ ๑.     นำมะกรูด มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาแกนในออก     ๒.     นำส้มซ่ามาปอกเอาแต่ผิว   ๓.     นำใบหมี่มาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ       ๔.     นำส่วนผสมทั้งหมดมาต้มรวมกัน จนเดือด ส่วนผสมทั้งหมดนิ่ม   ๕.     นำมะกรูด ส้มซ่า มาบดให้ละเอียด   ๖.     นำใบหมี่มาขยำกับน้ำส่วนที่เหลือ ๗.     นำน้ำที่ขยำกับใบหมี่มาผสมกับเนื้อมะกรูดและส้มซ่าที่บดละเอียด และนำมาคั้นเอาแต่น้ำ   ๘.     นำน้ำคั้นมะกรูด ใบหมี่ ส้มซ่าที่ได้นำไปฆ่าเชื้อ โดยการตุ๋นประมาณครึ่งชั่วโมง  

สรรพคุณของสมุนไพร

ที่ใช้ในสูตรสมุนไพรสระผมของไร่ดินดีใจ

มะกรูด

ชื่ออื่น : มะกรูด มะหูด (หนองคาย) ส้มมั่วผี (ภาคใต้) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus hystrix  DC. สรรพคุณ : การใช้มะกรูดสระผมน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีการสระ บ้างก็ใช้ผลดิบผ่าแล้วบีบน้ำสระโดยตรง บ้างก็นำไปเผา หรือต้มก่อนสระ มะกรูดยังมีใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนไว้ ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยประกอบในพิธีด้วย เข้าใจว่าน่าจะใช้เพื่อการสระผมนั่นเอง น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยว มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยปรับสภาพหนังศีรษะ ช่วยปรับค่า pH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพู อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย ด้วยองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่น ๆ ผิวของมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค น้ำมันมะกรูดที่มีในผิวมะกรูดจะไปซ่อมชั้นเคอราตินให้เป็นมันเงา  ผมมีน้ำหนัก น้ำมะกรูดช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะและขจัดรังแคไปในตัว  

ใบหมี่

  ใบหมี่เป็นหนึ่งในพืชเหล่านี้ที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอาง ทำให้ผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม ช่วยให้ผมขึ้นดกดำ   ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Litsea glutinosa (Lour.) C.B. Rob., L. sebifera Blume, L. Chinensis Lam. แต่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ อยู่ในวงศ์ LAURACEAE ข้อมูลทั่วไปของใบหมี่                 ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysaccharide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก), เส่ปึยขู้ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน), หมูเหม็น (แพร่) ในภาคกลางว่า อีเหม็น (กาญจนบุรี), อีเหม็น(ราชบุรี) ในภาคตะวันออกว่า กำปรนบาย (จันทบุรี), หมูทะลวง, มะเย้อ (ชลบุรี),ยุบเหยา, หมีเหม็น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า มี่ (อุดรธานี) ในภาคใต้ว่า ทังบวน (ปัตตานี), มือเบาะ (มลายู, ยะลา), ม้น(ตรัง)                 ใบ หมี่เป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบกลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ด้านล่างมีขน ก้านใบยาว มีขน ดอกช่อซี่ร่มออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกตัวผู้มีประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปลงเหลือ 1-2 กลีบ หรือไม่มีเลย รูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรตัวผู้มี 9-20 อัน ช่อดอกตัวเมียกลีบรวมลดรูปเหลือเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี ผลสดรูปทรงกลมเมื่อสุกสีม่วงเข้ม ผิวมันส่วนที่ใช้ประโยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ รากแก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก4 ส่วน ข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ รากแก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้นใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก  แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่างๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ สารสำคัญและการศึกษาฤทธิ์ในด้านต่างๆ ของใบหมี่                 สารสำคัญที่มีในใบหมี่ ได้แก่ actinodaphnine, boldine, iso-boldine, laurelliptine, N-acetyl- laurelliptine, laruotetanine, N-acetyl-laurotetanine, N-methyl-laurotetanine, liriodenine, Litsea arabinoxylan PPS,  litseferine, polysaccharide, reticulineและ sebiferine

 

 

 

ดูข้อมูลของไร่ดินดีใจได้ที่

WWW.RAIDINDEEJAI.ORG

WWW.RAIDINDEEJAI.WORDPRESS.COM

 


[i] ข้อมูลจาก Consumer ‘ s  Guides อันตรายจากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ส่วนตัว
[ii] จากบทความ “เรียนรู้แชมพูในท้องตลาด” คมสัน หุตะแพทย์ หนังสือผมสวยด้วยแชมพูธรรมชาติ  สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ พฤศจิกายน 2549  
[iii] ข้อมูลจาก Consumer ‘ s  Guides อันตรายจากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ส่วนตัว สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งแปลและเรียบเรียงจาก คู่มือของสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคแห่งปีนัง ประเทศมาเลเซีย      กรกฎาคม 2551
[iv] ข้อมูลจาก Consumer ‘ s  Guides อันตรายจากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ส่วนตัว สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย อาศรมวงศ์สนิท ซึ่งแปลและเรียบเรียงจาก คู่มือของสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคแห่งปีนัง ประเทศมาเลเซีย      กรกฎาคม 2551
[v] จากบทความ “เรียนรู้แชมพูในท้องตลาด” คมสัน หุตะแพทย์ หนังสือผมสวยด้วยแชมพูธรรมชาติ  สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ พฤศจิกายน 2549  

ผลิตภัณฑ์ของไร่ดินดีใจ


This slideshow requires JavaScript.

” ตอนนี้มีผลผลิตงาใหม่ของฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ออกมาแล้วค่ะ 

sesame harvesting season (800x600)

๑. น้ำมันงาบริสุทธิ์อินทรีย์ บรรจุขวดแก้วขนาด 95 ซีซี ราคา  150 บาท

(ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

๒. สมุนไพรสระและปรับสภาพผมและหนังศรีษะ สูตรใบหมี่ ส้มซ่า มะกรูด

บรรจุขวดขนาด 450 ซีซี

หนึ่งขวดราคา 155  บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

สองขวดลดเหลือ  300 บาท  (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

สามขวดขึ้นไปขวดละ 125 บาท จัดส่งฟรี

 

๓. ผงถั่วเขียวทำความสะอาดผิว

  • แบบบรรจุขวดขนาด 150 กรัมราคา 100 บาท

(ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

  • แบบบรรจุถุงซิปล็อคขนาด 100 กรัมราคาถุงละ  70  บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)
  • สั่งซื้อเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท(ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

 

๔.ผงข้าวพอกหน้าเพื่อให้ผิวหน้าเย็นและกระชับผิวหน้า

  • แบบบรรจุขวดขนาด 150 กรัมราคา 100 บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)
  • แบบบรรจุถุงซิปล็อคขนาด 100 กรัมราคาถุงละ 70 บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

  • สั่งซื้อเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

 

.ถุงหอมธรรมชาติ บรรจุถุงผ้าขนาด 70 กรัม

ราคา  35 บาท 

(ซื้อรวมกับสินค้าที่อยู่ในรายการที่  ๑ – ๔ ข้างต้นไม่คิดค่าจัดส่ง)

 

๖. สีผึ้งทาปาก

lipwax

ผลิตจากขี้ผึ้งธรรมชาติ น้ำมันงา และน้ำมันมะพร้าว  แต่งกลิ่นด้วยการอบร่ำควันเทียน มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติของรังผึ้งและน้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา ช่วยบำรุงริมฝีปาก ทำให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื่น ปลอดภัยต่อสุขภาพ

แบบบรรจุตลับอลูมิเนียม ราคา 40 บาท 

(ซื้อรวมกับสินค้าที่อยู่ในรายการที่  ๑ – ๔ ข้างต้นไม่คิดค่าจัดส่ง)

 

๗. ชาสมุนไพรธรรมชาติ

ซองละ 40 บาท (ซื้อรวมกับสินค้าที่อยู่ในรายการที่  ๑ – ๔ ข้างต้นไม่คิดค่าจัดส่ง)

ผลิตจากสมุนไพรที่ปลูกในระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ ผลิตและแปรรูปด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ

  • ชารางจืด ผลิตจากใบและต้นรางจืดที่ปลูกในไร่เกษตรกรรมธรรมชาติ มีรสเย็น ถอนพิษไข้ ถอนพิษต่างๆได้ดี ช่วยลดอาการเมาค้าง ช่วยแก้อาการแพ้ผงชูรสในอาหารได้ดี

                                                

  • ชากระเจี๊ยบ&พุทราป่า ผลิตจากดอกกระเจี๊ยบ ที่ปลูกในไร่เกษตรกรรมธรรมชาติ และลูกพุทราป่า ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในท้องถิ่น  มีรสเปรี้ยวอมหวาน มีสรรพคุณฟอกโลหิต ช่วยแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ เป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยลดไขมันในเส้นเลือด

 

๘. เมล็ดงาดิบกินเล่น บรรจุขวดขนาด 250 ml ราคา  80 บาท (ค่าส่ง 30 บาท)

(ซื้อรวมกับสินค้าที่อยู่ในรายการที่ ๑- ๔ ข้างต้นไม่คิดค่าจัดส่ง) 

 

 

สำหรับผลิตผลเกษตรอินทรีย์

งาดำ งาแดง และงาขาวอินทรีย์ กิโลกรัมละ  300 บาท (ราคารวมค่าจัดส่งสินค้า)

ข้าวกล้องหอมนิลอินทรีย์ บรรจุถุงแพ็คแบบสูญญากาศ กิโลกรัมละ 85 บาท  (สินค้าหมด) 

ข้าวกล้องหอมนิลอินทรีย์ ขายเป็นกิโลกรัม  กิโลกรัมละ 80 บาท  (สินค้าหมด)

สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์

สามารถจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ ติดต่อที่โทรศัพท์ : 086-0598939อีเมลล์ : raidindeejai@gmail.com  หรือ raidindeejaifarmhouse@gmail.com

สั่งซื้อครบ  500  บาทขึ้นไป ลด 10%

กรุณาโอนเงินมาที่

  • ธนาคารกรุงเทพ สาขาหนองฉาง ชื่อบัญชี หทัยชนก อินทรกำแหง

เลขที่บัญชี 396-0-63741-5

  • ธนาคารกสิกรไทย สาขาคลอง2 ธัญบุรี ชื่อบัญชี กำพล กาหลง

    เลขที่บัญชี 441-2-44795-1

  • หรือหากต้องการชำระเงินโดยธนาณัติ
  • สั่งจ่ายในนาม“กำพล กาหลง” สั่งจ่าย ปณอ. หนองฉาง
    กรุณาส่งธนาณัติ พร้อมรายการสั่งซื้อ ส่งมายัง “กำพล  กาหลง  95 หมู่ 8 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี 61110 “
  • กรณีที่ท่านชำระธนาณัติผ่านระบบออนไลน์ ท่านสามารถอีเมล์ หรือโทรศัพท์ แจ้งหมายเลขธนาณัติ พร้อมระบุต้นทาง-ปลายทางของธนาณัติ และจำนวนเงิน รวมทั้งชื่อ-นามสกุล ของท่าน มาที่อีเมล์ : raidindeejai@gmail.com ; raidindeejaifarmhouse@gmail.com

สำหรับการส่งแบบ EMS หรือลงทะเบียน คิดค่าส่งตามน้ำหนักจริง (สำหรับการส่งแบบลงทะเบียนน้ำหนักต้องไม่เกิน 2 กิโลกรัม)

  • รายละเอียดอัตราค่าส่ง สำหรับผู้ที่ต้องการให้จัดส่งแบบ EMS
  • ตรวจสอบสถานะของ EMS, ไปรษณีย์
  • http://track.thailandpost.co.th/trackinternet/Default.aspx#
  •  
  • รายละเอียดอัตราค่าส่งสำหรับพัสดุในประเทศ
    ไม่เกิน 1 กก.  20 บาท
    2        35 บาท
    3        50 บาท
    4        65 บาท
    5        80 บาท
    6        95 บาท
    7       110 บาท
    8       125 บาท
    9       140 บาท
    10      155 บาท
    11      170 บาท
    12      185 บาท
    13       200 บาท
    14       215 บาท
    15       230 บาท
    16       245 บาท
    17       260 บาท
    18       275 บาท
    19       290 บาท
    20      305 บาท
  • การลงทะเบียนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นดังนี้
  • สำหรับไปรษณีย์ลงทะเบียน        13 บาท
    ค่าปฏิบัติการสำหรับ
    – พัสดุฯเก็บเงิน (พกง)    40 บาท
     – EMS เก็บเงิน            40 บาท
  • ***************************************************
  • ขนส่งแบบ Logispost (กับไปรษณีย์) โดยรับสินค้าที่ไปรษณีย์
    อัตราจังหวัดถึงจังหวัด (กลุ่มพื้นที่บริการ 3)
    ไม่เกิน 0.10  มXมXม      170 บาท
    ไม่เกิน 0.15  มXมXม      250 บาท
    ไม่เกิน 0.20  มXมXม      340 บาท
    ไม่เกิน 0.25  มXมXม      420 บาท
    ไม่เกิน 0.30  มXมXม      500 บาท
    ไม่เกิน 0.35  มXมXม      590 บาท
  • ** คิดค่าบริการตามน้ำหนัก 10 บาท / 1 กิโลกรัม โดยส่วนใดมากกว่าให้คิดตามส่วนนั้น

ร้านค้าที่วางจำหน่ายสินค้าของไร่ดินดีใจ


ร้านบ้านนาวิลิต

เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ เวบไซต์บ้านนาวิลิตดอทคอม  http://baannavilit.com/main.html

เลขที่ 183 อาคาร Regent House ชั้น 1 ถ.ราชดำริ
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทร.02-651-9779
089-481-8976

website: http://www.baannavilit.com
e-mail: unnavilit@gmail.com

บ้านเปิด
วันจันทร์-ศุกร์เวลา 8.30-19.00 น.
วันเสาร์ เวลา 8.30-12.00 น.
ปิด
วันอาทิตย์ วันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์

  

 

ร้าน Urban Tree (เออร์บันทรี)

ร้าน urban tree ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 934 ปากซอยสามเสน 24 บริเวณแยกบางกระบือ ตรงข้ามโรงเรียนราชินีบน โทร.02 2432989

เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ เวบไซต์ร้านเออร์บันทรีhttp://urbantreeorganics.blogspot.com/2009/07/urban-tree.html

 

 

ร้านสวนเงินมีมา

ถ.เฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ พระนคร กรุงเทพฯ โทร. 02-622-0955

เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ เวบไซต์สวนเงินมีมา http://www.suan-spirit.com/home_organic_station.asp

 

 

ร้านข้าวกล้อง

เลขที่ 3081/16

ปิยรมย์เพลส (ปากซอย สุขุมวิท 101/1 )

ถ.สุขุมวิท ต.บางจาก อ.พระโขนง กทม. 10260

โทร. 081-8437664  02-7479379

ร้านเปิด 11.00-21.00 น.

 

 

ร้านโดยเฉพาะ

274 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทร.02-4120551

ถ้าขับรถมาจากสะพานอรุณอมรินทร์ ลงมาเจอสี่แยกศิริราช ให้ตรงมา~100ม.อยู่ซ้ายมือ อยู่ใกล้ bank ธนชาต วันจันทร์-ศุกร์ร้านเปิดตั้งแต่7.30-20.00น วันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนัตขฤกษ์เปิด8.00-20.00น. หยุดเฉพาะวันที่5 ธค.,12สค.และช่วงสงกรานต์ค่ะ

especially

 

 

ร้านบ้านสวนผัก Home garden veggie

เขตฝั่งธนบุรี โทร.0819331171

  • Organic Café  healthy product  ซอยทุ่งมังกร ๑๒ ถนนทุ่งมังกร แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ๑๐๑๗๐

Email : “Home.garden.veggie” <home.garden.veggie@gmail.com

 

 

ร้าน สไมล์ เฮลตี้ ชอป ( smile healthy shop )
โครงการนราเพลส ซอย นราธิวาส 24 / สาธุประดิษฐ์ 19
ร้านเปิดทุกวัน 8:00 น ถึง / 21: 00 น

โทร.0890442820  หรือ  0818403323

 

 

ร้านคำนิยม   (ติด Tesco Lotus Express ม.มหิดล) ศาลายา ด้านประตู6 โทร. 0815533110

  • ที่อยู่73/64 หมู่5 ตำบลศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73140
  •  เวบเพจร้านคำนิยม www.facebook.com/khamniyomgreenshop

 

ร้าน “กรีนเนอรี่”
เลขที่ 99 คอนโดเดอะรูม สาทร-ตากสิน
ถนนตากสิน เพชรเกษม แขวงบุคคโล ธนบุรี
กรุงเทพ 10120
เบอร์โทรศัพท์ 086-3211070
เวลาเปิด-ปิด 10:00-21:00

 

 

ร้านมนละมุน

ร้าน Monlamoon
124/58-59
ซ.บางขุนนนท์16 แขวงบางขุนนนท์
เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
10700
ไปรษณีย์บางขุนนนท์ 10703

ร้านเปิด8.30น. ปิด 20.00น.
Monlamoon บางขุนนนท์
โทร. 081-4409656
แผนที่ร้าน

monlamoon

 

 

ร้านมิวเซียมช็อป Museum shop

ภายในอาคาร ๕    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร) เขตนวนคร

ร้านเปิดวันอังคาร – อาทิตย์  เวลา 9.00 – 15.00 ติดต่อคุณเอิง อัญญ์รินทร์ เบอร์โทร 089-6963819

 

 

ร้านดาราดาเล

ดาราดาเล บ้านดินฟาร์ม 089-4992878

@BKK พิกัดตลาดนัดพิชัย สี่แยกพิชัย ด้านหน้ามีเต๊นท์ของตลาดนัดสีฟ้าๆ เห็นเป็นจุดสังเกตุ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซเว่น เดินเลยเข้ามาด้านในนิดเดียว

301/1 ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.10300

 

 

ร้านเกษตรอิสระ

67/9 ถนนนวมินทร์ ต.บึงกุ่ม เขตคลองกุ่ม กทม. 10240 โทร.02-3742439

 

 

ร้านดิอโรคยา

รูปภาพ : The-Arokaya คลินิกการแพทย์แผนไทย และ ร้านจำหน่ายสินค้าสุขภาพ และยาสมุนไพร</p><p> รายละเอียด<br />- คลินิกสุขภาพโดยใช้วิธีทางการแพทย์แผนไทย และธรรมชาติบำบัด<br />- ร้านค้าสุขภาพโดย หมอแดง หมอนัท ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น<br /> จำหน่ายยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม อาหารเสริม</p><p> แผนที่ ดิอโรคยา<br />662/3-4 ถ.พระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา, Bangkok, Thailand 10120</p><p> *ตั้งอยู่บน ถนนพระราม 3 ติดไลอ้อน สหพัฒน์ ตรงข้ามวัดดอกไม้ , สถานี BRT วัดดอกไม้ , ระหว่างพระราม3 ซอย 28-30</p><p>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม<br />- ดิอโรคยา : 02-358-0050-2 , 086-111-5522<br />- ดิอโรคยา ช๊อป : 02-682-1215 , 085-108-4664,085-108-5885

ร้านซองเต้

2/9 นันทอุทยานสโมสรทหารเรือ ซอยอิสรภาพ 44 ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อย กทม.(ร้านเปิด 10.00 – 20.00) ปิดทุกวันจันทร์

โทร.089-8926003

 

 

ร้านบัว

เลขที่ 544 ถนนดินแดง เขตดินแดง แขวงดินแดง กทม.10400 โทร.089 1404682

 

 

ร้านค้าต่างจังหวัดที่จำหน่ายสินค้าของไร่ดินดีใจ

 

ร้านข้าวหอม (อยู่ในตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์) ที่ตั้ง 68 ถ.เทศบาล 4 ต.ในเมือง อ.เมือง  จ.สุรินทร์ โทร.044-515587

 

 

ร้านคิดถึงสุรินทร์

28 ถนนสนิทนิคมรัฐ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โทร.086 4689414

 

ร้านกาลครั้งหนึ่ง ณ อุทัยธานี  once upon a time in uthai (ร้านหนังสือเล็กๆอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี) ที่ตั้ง ๓๗ ถนนณรงค์วิถี ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑๐๐๐ หน้าวัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) ข้างร้านตัดผม “ชาย”

 

ร้านมูนละไม (Moonlamai)

ป้ายร้านมูนละไม

ตรงข้ามร้านขายยา คณะเภสัช ม.เชียงใหม่  บริเวณถนนสุเทพ หน้าวัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร.090-9764139

เฟสบุ๊คของร้าน ww.facebook.com/moonlamaigreenshop

map moonlamai

ร้านเออร์เบินกรีน URBAN GREEN

Urban Green Organic - Chiang Mai, Thailand

215/2 โครงการ@Curve ถถนช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ที่อยู่
215/2 ช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50100

โทรศัพท์ 053 105736

อีเมลล์ : urbangreen1055@gmail.com

เวลาเปิดทำการ ทำการทุกวัน 10:00-19:00

จำหน่ายสินค้าออร์แกนิคเพื่อสุขภาพ

 

 

ศูนย์โอท็อป จังหวัดอุทัยธานี ที่ตั้ง ตรงข้ามโรงแรมไอยราพาร์ค  บนถนนสายเอเชียเข้าจังหวัดอุทัยธานี

 

ร้านชีวาชวาลสมุนไพร 17 ถ.พุทธภูมิวิถี ต.สะเตง อ.เมือง จ.เมือง จ.ยะลา โทร.081-6797494

 

ร้านดอกไม้สด 188/146-147 ถนนศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

โทร.077 502879

 

ร้านPTT มินิมาร์ท ชลบุรี

315/1 หมู่6 ถนนศรีราชา –หนองค้อ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110

โทร. 038-338861

 

ร้านสมุยเนเจอร์

โทร.๐๘๖๓๑๔๙๘๘๐

๑๑๒/๔๕ ม.๖ ถ.รอบเกาะหาดเฉวง ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี ๘๔๓๒๐

 

Oil Pulling (OP)–ออยพูลลิ่ง


บทความแปลจาก Oilpulling.com

โดย หมอแดง the-arokaya.com

 

 

Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ประเทศ USSR ปี 2534-2535
การประชุมนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเนื้องอก และแบคทีเรีย
ซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรค ที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้ น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำ หรือไม่ใช้ความร้อนเลย)

ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรค
ในบางกรณี บางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัด ซึ่งก็เป็นผล อีกทั้งไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมี

กระบวนการบำบัด และผลที่ได้รับที่น่าตื่นเต้นตามทฤษฎีนี้ กลับแสนง่าย โดยเริ่มต้นที่ใส่น้ำมันสกัดเย็นเข้าไปในปาก (น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันสกัดเย็นอื่น ไม่จำเป็นต้องกลั่นโดยวิธีธรรมชาติเสมอไป น้ำมันทานตะวันที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตก็พอใช้ได้แล้ว)

กระบวนการบำบัดจะบรรลุผลสำเร็จด้วยระบบบำบัดของผู้นั้นเอง ในกรณีนี้อาจจะไปบำบัดเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน ร่างกายเองก็จะขับสารพิษออกทิ้งไม่ให้รบกวนระบบต่างๆ ของร่างกาย
Dr.Karach กล่าวว่า คนเราส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่น่าจะเป็น ความจริงแล้วถ้าสุขภาพที่ดีจะมีอายุได้ถึง 140- 150 ปี

วิธีการทำ “Oil Pulling”
– เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้า เอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปนะครับ แล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก Dr.Karach ใช้วิธีค่อยๆ จิบน้ำมันเข้าปาก ดูด และดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ ใช้เวลา 15 – 20 นาที
– ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์ เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไป เพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ
– เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว
– แต่ถ้าน้ำมันนั้นยังมีสีเหลือง(น้ำมันงา ทานตะวันจะสีเหลือง น้ำมันมะพร้าวจะใส) อยู่เหมือนเดิม แสดงว่าใส่น้ำมันมากไป หรือยังใช้เวลาไม่นานพอ
– ขั้นต่อไป ให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดี ก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้

ล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี
คุณควรล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี (ถ้าบ้วนน้ำมันที่อมลงในอ่าง) ใช้สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อล้างด้วยก็ดี เพราะน้ำมันที่บ้วนทิ้งลงไปนั้นจะมีแบคทีเรีย และสารพิษ Toxin ของเสียที่ดึงออกจากร่างกาย ถ้าลองใช้กล้องขยายขนาด 600 เท่าส่องดูก็จะพบว่ามีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ที่อยู่ในระยะฟักตัวเพื่อก่อโรคอยู่
สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจว่าการทำ OP เป็นกระบวนการทำให้ระบบเมทาโบริซึมเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง
สิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนก็คือจะทำให้ฟันของเราแน่นขึ้น ไม่โยกคลอน ทำให้เหงือกแข็งแรงสดใส ฟันก็จะขาวขึ้น
การทำ OP จะดีที่สุดก็คือตอนก่อนอาหารเช้า แต่ถ้าจะเร่งกระบวนการบำบัดให้เร็วขึ้น ก็ให้ทำ OP วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง

ข้อควรระวังคือ
1 อย่ากลืนน้ำมันที่ทำ OP ลงคอไป จะต้องบ้วนน้ำมันที่อมอยู่ออกทิ้งไป แต่ก็อย่าวิตกกังวลถ้าเกิดกลืน หรือมีน้ำมันไหลลงคอไปบ้าง ร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระเอง
2 ถ้าเกิดอาการแพ้ หรือไม่ถูกโรคกับน้ำมันที่ใช้อยู่ ก็ให้ลองเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ดู
3 น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันงา นั้นใช้ได้ผลพอๆ กัน น้ำมันอื่นๆ ยังไม่พบว่าใช้มากนัก และควรใช้น้ำมันสกัดเย็น (แต่ก่อนนั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยังไม่มีใช้ในอายุรเวท จะใช้น้ำมันงารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่)

ประสบการณ์จากการบำบัดโดย Oil Pulling
จากผลการสำรวจโดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอินเดีย
ในปี ค.ศ. 1996 ที่ Andhra Jyoti ได้เขียนเรื่องราวข้อมูลจากบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยวิธีการ Oil Pulling ในหนังสือพิมพ์รายวัน Telugu มา 3 ปี ก็ได้จัดการสำรวจดูว่าวิธีการดังกล่าวนี้รักษาโรคอะไรได้บ้าง แล้วผลการรักษาได้ผลดีมากน้อยประการใด จากผลสำรวจที่ได้ตอบรับกลับมา 1,041 ราย
จำนวน 927 ราย หรือ (89%) ได้รายงานผลการรักษามารายละโรค บางรายก็หลายโรค ส่วนอีก 114 ราย หรือ (11%) ราย ไม่ได้รายงานผลการรักษาว่าได้ผลแค่ไหน ตามผลการรายงานพอสรุปได้ดังนี้
อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คอ ศรีษะ 758 ราย
อาการภูมิแพ้ ปัญหาที่ปอด หอบหืด หลอดลมอักเสบ 191 ราย
ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง สีผิวที่ผิดปกติ อาการคัน รอยแผลเป็น ปื้นสีดำๆ ผื่นคัน 171 ราย
ระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี 155 ราย
อาการท้องผูก 110 ราย
โรคข้ออักเสบ ปวดตามข้อ 91 ราย
โรคหัวใจ โรค MS (อารมณ์แปรปรวน) 74 ราย
โรคเบาหวาน 56 ราย
โรคริดสีดวงทวาร 27 ราย
โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของสุภาพสตรี 21 ราย
อาการที่คล้ายโรคโปริโอ มะเร็ง โรคเรื้อน โรคเกี่ยวกับไต ปัสสาวะบ่อย โรคเกี่ยวกับระบบประสาท
และอัมพาต การตายด้าน การหมุนเวียนเลือดไม่ดี 72 ราย

มีผู้ที่ได้เปิดเผยผลของโรคที่บำบัดด้วยวิธีการนี้หลายราย
จากหลักฐานที่ได้รับจากหลายๆ ท่านในการรักษาโรค มีทั้งหญิง ชาย อายุที่แตกต่างกัน บางรายถึงกับมอบสมุดที่จดบันทึกผลการรักษามาให้เลยทีเดียว ซึ่งพอจะยกตัวอย่างมาให้ได้อ่านกัน ดังนี้

โรคหอบหืด และภูมิแพ้ ที่เป็นมา 40 ปี
ปัจจุบันฉันมีอายุ 56 ปีแล้ว เคยทนทุกข์ทรมานกับโรคภูมิแพ้ และโรคหอบหืดมาตั้งแต่ฉันอายุ 11ปี เมื่อฉันเริ่มมีรอบเดือนครั้งแรกแล้ว หลังมีรอบเดือนแล้วสระผมเมื่อใด ก็จะทุกข์ทรมานจากอาการหอบหืด เจ็บคอ และถ้าไม่ใช่เวลามีรอบเดือน เมื่อฉันเอาน้ำลาดศรีษะเมื่อได ก็จะต้องเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นมาทุกครั้ง
ฉันพยายาม เสาะหาวิธีการรักษาโรคที่เป็นอยู่ทุกวิถีทาง 45 ปีแล้วที่ฉันรักษามาหลายวิธี แต่ก็ยังไม่พบว่าวิธีใดจะได้รับผลสำเร็จพอที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัวฉันได้
ฉันมีชีวิตอยู่กับยามาตลอด จนหลังสุด จากผลพวงจากการกินยา หมอบอกว่ามีปัญหากับหัวใจแล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตที่ต้องเผชิญปัญหาที่แสนสาหัสอย่างไร้ที่พึ่งพา
แต่ในช่วงนี้เอง วันที่ 3 มีนาคม 1994 ฉันจำได้ดี ได้พบกับคุณ T Koteswara rao ในงานเลี้ยงการแต่งงาน เขาได้บอกเล่า อธิบายถึง Oil pulling ให้ฉันฟัง และขอร้องให้ฉันทำตามที่เขาบอก
เป็นเวลา 2 เดือนที่ฉันใช้วิธีการดังกล่าว ปัญหาความเจ็บปวดของฉันกลับเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ฉันก็เข้าใจดีว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดี การเกิดภาวะวิกฤตในการเริ่มการบำบัดนั้น มันเป็นการต่อต้านของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องมีการต่อสู้ มั่นใจว่าจะต้องเกิดผลดีขึ้นแน่ ฉันจึงทำต่อไปไม่เปลี่ยนใจ

ปัจจุบัน เป็นเวลา 9 เดือนแล้วที่ฉันปฏิบัติมา สุขภาพของฉันดีขึ้นได้อย่างมหัสจรรย์ โรคหอบหืดหายไป ไม่มีอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือเจ็บปวดตามข้ออีก ไม่มีปื้นหรือจุดสีที่ผิดปกติต่างๆ บนผิวหนัง ๆ กลับสดใสขึ้น ระบบย่อยอาหารดีมาก ฉันสามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอาการแพ้อาหารแต่อย่างไร มีความสุขกับการรับประทานอาหาร ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้กำเริบขึ้นมา
ฉันอยากจะบอกเล่าให้เพื่อนหญิงทั้งหลายได้รับรู้ ให้เข้าใจ และลองใช้วิธี Oil pulling แล้วทุกท่านจะมีสุขภาพที่ดี คุณสามารถพิสูจน์ดูได้ด้วยตัวคุณเอง
โดย Ms.V.Lakshminarsamamba, Krishna DT, A.P

โรคภูมิแพ้ หอบหืด กับ ประสบการณ์ที่น่าชื่นใจ
วันที่ฉันได้รู้จักวิธีการ OP คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1995 มันเป็นเรื่องราวที่ฉันได้รับความเบิกบาน รู้สึกถึงความสดชื่นที่อยู่ในปากในคอ ก็เพราะ OP นี้ทำให้ฉันอดบุหรี่ได้เมื่อ วันที่ 28 มีนาคม 1995
ฉันสามารถทำงานได้โดยไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีสมาธิในการทำงานด้วยความขยันขันแข็ง อดทน
จมูกของฉันรู้สึกหายใจโล่ง สะอาด
อาหารที่กินเพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้ และโรคหอบหืด ที่เริ่มกินมาตั้งแต่เดือนกันยายน 1975 ก็สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1995 เลิกใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับโรคหอบหืด
อาการชาที่แขน และขาก็หายไปเมื่อ เดือนเมษายน 1995
อาการที่มีความเจ็บปวดขา และเท้าเวลาเดินก็หายไป เมื่อ เดือนเมษายน 1995 เช่นกัน
รู้สึกถึงรสชาดของอาหารได้ดีขึ้น และกำลังวังชาก็ดีขึ้นด้วย
ฉันรู้สึกถึงความสดชื่นที่มีในปาก สุขภาพดีมาก นอนหลับได้อย่างมีความสุข
โดย Prof V.R.R.M. Babu, (57 years), Geology Dept, Andhra University, Waltair

ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ และหายใจดังฟู่ๆ
เมื่อสัก 3 เดือนที่ผ่านมา ผมและภรรยาได้ทำ Oil pulling อย่างสม่ำเสมอ เดิมผมมีปัญหากับอาการน้ำมูกไหลบ่อย เมื่อได้เริ่มใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว อาการก็ลดน้อยลง มีอาการบ้างบางวัน ไม่ทุกข์ทรมานเหมือนแต่ก่อน
ผมเคยมีอาการเจ็ยคอ และมีเสมหะที่เหนียวข้น ยากที่กำจัดมันออกได้ เดี่ยวนี้ไม่มีแล้วจมูกโล่ง ไม่เจ็บคออีก
ส่วนภรรยาซึ่งเคยมีอาการภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ มีเสียงหายใจดังฟู่ๆ อาการก็ดีขึ้นหลังจากทำ OP มา
โดย Dr. P.V.R.D.N. Prasad Sarma, (practicing since), 1955 Machillpatnam, AP

โรคมะเร็ง
เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ฉันอยากจะเขียนเล่าเรื่องมะเร็งนี้สัก 3 ราย
ใน 2 รายแรก ได้ตรวจสอบเนื้อเยื่อแล้วพบว่าเป็นมะเร็งแบบเนื้อกระด้างที่มดลูก
อีกรายเป็นมะเร็งขั้นรุนแรง เป็นก้อนเนื้อโตขนาดลูกเทนนิสที่ขากรรไกร และก็ได้รักษาโดยการแพทย์
โฮมิโอพาที เช่นเดียวกับ 2 รายแรกที่เป็นมะเร็งที่มดลูก และก็ได้ใช้วิธีการ OP มา 2 เดือนแล้วด้วย
ในรายของสุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งที่มดลูกเลือดออกน้อยลง สภาพโดยทั่วไปดีขึ้น และเขามีความมั่นใจ เชื่อมั่นว่าเขาจะดีขึ้น
เราคงเข้าใจดีว่า ความเชื่อมัน ความไว้วางใจ ความศรัทธานั้น ช่วยในการบำบัดโรคได้ดีกว่ายา
ในกรณีรายที่เป็นมะเร็งที่ปากตรงกรามนั้น หลังจากเดือนหนึ่งที่ใช้ OP มีหนองไหลออกจากก้อนเนื้อ และก็ไหลมาตลอด จน 3 เดือนผ่านไป หนองจึงหยุดไหล แผลปิด และก้อนเนื้อที่เคยใหญ่ขนาดลูกเทนนิสนั้นก็หายไปเกือบจะเป็นปกติแล้ว ในรายนี้ได้ใช้ยาช่วยด้วยตามอาการที่เกิดขึ้น และฉันก็หวังว่าอาการของเขาจะหายดีจากโรคที่เป็นอยู่
โรคอื่นๆ เช่นโรคปวดตามข้อนั้น ปกติถ้าใช้ยาอาการจะดีขึ้นนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 8 เดือน แต่วิธี OP กลับช่วยให้โรคหายได้ภายใน 2 เดือน
กรณี โรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคเกี่ยวกับฟัน ผลที่ได้รับจากวิธีการนี้ช่างน่าอัศจรรย์ นอกจากยาที่รักษาตามอาการที่เป็นแล้ว ก้ได้ให้ใช้วิธีการ OP ด้วย ฉันหวังว่า OP จะช่วยให้เขาเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
โดย Dr.S.Chandramouli, Homeopath, Gollalamamidalam, E.G. Dt., A. P

อาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร ใช้วิธี OP ได้ผลดีมาก
ฉันใช้วิธีการ OP ตลอดมาปีหนึ่งแล้วโดยทำทุกวัน ๆ ละ 15 ถึง 20 นาที ในตอนเช้า ด้วยน้ำมันงาสีเหลืองนิดๆ ฉันอายุ 82 ปีแล้ว เคยมีปัญหากับอาการท้องผูก และริดสีดวงทวาร หาหมอรักษามาหลายหมอแล้ว กินยาใช้ยามาก็มาก ก็แค่บรรเทาชั่วคราว
ฉันได้ฝึกทำ OP เพียง 2 สัปดาห์ อาการที่เป็นกลับรู้สึกบรรเทาลง ไม่ค่อยเจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหว
การอักเสบของริดสีดวงบรรเทาลงไป อาการถ่าย เอาของเสียออกเป็นไปด้วยดีขึ้น นอนหลับได้อย่างมีความสุขตลอดคืน อาการอาหารไม่ย่อยและไม่อยากอาหารหายไป หลักการแพทย์อายุรเวทได้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกโรค เป็นสิ่งที่ดีมากที่จะมาเริ่มทำ OP เพื่อสุขภาพที่ดี
โดย Padma Bhusan Sri Narayana Rao, People’Poet, Tirupathi, A.P

โรคเบาหวาน การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร
ฉันอายุ 41 ปีแล้ว เป็นโรคเบาหวาน ไม่มีบุตร หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 3 เดือน ฉันตั้งท้อง ในช่วงตั้งท้องนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลสูงขึ้น ฉันจึงได้หยุด OP ไปเดือนหนึ่ง โดยคิดว่าที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการทำ OP เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า นั่นคือสัญญาณแห่งการบำบัดที่ดี ฉันจึงเริ่มปฎิบัติใหม่อีกครั้ง
ระดับน้ำตาลของฉันค่อยๆ ลดลง ฉันจึงปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ตลอดมา จนกระทั่งคลอดบุตรโดยการผ่าออก หมอได้ตรวจวัดค่าน้ำตาลในเลือดทั้งฉันและลูก ปรากฎว่าเราสองคนแม่ลูกน้ำตาลไม่สูง
บาดแผลรอยผ่าแห้ง รอยเย็บหายดี สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 7 วัน ตัวหมอที่รักษาเองยังแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร นอกจากนั้นผลของการปฏิบัติ OP ยังมีผลดีกับฉันอีกหลายเรื่อง
น้ำหนักของฉัน 90 กิโลกรัม สูง 4 ฟุต 11 นิ้ว เท้าของฉันบิดๆ เวลาเดิน เท้าของฉันเคยติดเชื้อ
มีหนองไหลออกมาด้วย จากการได้ฝึกปฏิบัติ OP และได้เดินทุกวัน เท้ากลับมาแข็งแรง ก้าวเดินเหิรได้โดยไม่ยากเย็นเหมือนแต่ก่อน
น้ำตาลในเลือดของฉันค่อยๆ ลดอย่างค่อยๆเป็นค่อยไปจนอาการเบาหวานหายไป ผิวหนังสะอาดสดใส รอยจุดด่างดำที่เคยปรากฏตามผิวหนังก็หายไป
ร่างกายรู้สึกแข็งแรง ฟันแข็งแรง สุขภาพเหงือกดี ผมที่เคยทีมีสีขาวและเทาก็กลับกลายเป็นสีดำ
โดย Mrs. AVL Umamaheswari, Commercial Tax Dept, Eluru, A.P.

โรคเบาหวาน
อายุฉันล่วงเข้ามาถึง 74 ปีแล้ว ไม่มีความคาดหวังว่าวิธีการรักษาโรคแบบใดจะมาสร้างปฏิหารย์มารักษาโรคของฉันให้หายไปได้แน่ ฉันแน่ใจ และก็พูดเช่นนี้เสมอมา
แต่เมื่อฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างต่อเนื่องมา มันกลับเกิดปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
โรคเบาหวานที่สร้งปัญหาให้ฉันมา 13 ปีแล้วนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของฉันกลับมาเป็นปกติ โดยไม่ได้กินยาอื่นเลย ไม่ได้ใช้ยาเคมี นอกจากวิตามินและเอ็นไซม์
โดย (Swami Swarupanand Bharati, (K.R.K.IPS, D.I.G. (Retd)), Hyderabad

โรคหัวใจ
จากรายงานของอดีตนายพลจัตวากองทัพบก ที่เกษียณอายุแล้ว ที่แจ้งว่ามีปัญหากับโรคหัวใจ (Heart Attack) ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ปี 1987 ต้องรักษา กินยามาตลอด 11 ปี และเริ่มมีอาการพาร์กินสันได้ 5 ปี ก็ได้แต่กินยารักษาอีกเช่นกัน
ผมได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างจริงจังต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1998 เป็นเวลา 5 เดือนแล้วที่ได้ปฏิบัติมาตลอดทุกวันตอนเช้า ผลที่ได้ก็คือ
ความดันเลือด ลดลงอย่างชัดเจน ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ปกติ 130/80
อาการเหนื่อยอ่อน ใจจะขาด ไม่ปรากฏขึ้นอีก ออกกำลังได้มากขึ้นไม่ค่อยเหนื่อย
การนอนหลับ นอนหลับได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
การนอนกรน หายไปมากเลย นี่จากผลการลงมติของสมาชิกในครอบครัว
เสมหะ ซึ่งเรื่องนี้เคยสร้างปัญหาให้กับผมมากก่อนนี้ เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว
เหงือก ดูสภาพดีมาก มีสีแดง ไม่มีเลือดออกอีกนานแล้ว
ฟัน สะอาด และดูสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี
อาการคัน หายไปแล้ว
เลือดที่จับตัวเป็นก้อนตรงตาตุ่ม
หายไป 90-95% ผิวหนังที่เคยดำตรงบริเวณดังกล่าวก็ดีขึ้นแสดงว่าการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
เส้นเลือด ที่เคยโป่งพองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณหลังมือ ตอนนี้หลังมือเรียบ นุ่มเนียน
ภาวะอารมณ์ จิตใจ มีความอดทน อดกลั้นได้ดี 90%
อาการสั่นที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ดีขึ้น 40%
มือและเท้าที่ใช้งานได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะมือและเท้าข้างขวา ตอนนี้ก็ดีขึ้น เขียนหนังสือได้ดีขึ้น 60-70%
อาการบวมที่เท้า และข้อเท้า บวมน้อยลง 50-60%
สายตา ซึ่งเคยใช้แว่นมากว่า 25 ปี ก็สร้างความประหลาดใจที่สามารถเล่นไพ่บริดจ์ได้โดยปราศจากแว่นตา
อาการหน้ามืดวิงเวียน เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่มีอาการปกติ ถ้ามีอาการความดันเลือดสูงขึ้นมาบ้างก็จะควบคุมโดยการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร
ความจำ พิสูจน์ได้ว่าดีขึ้นมาก
อาการทั่วๆ ไป การหายใจทำได้ดี การหมุนเวียนเลือดดี ปฏิกิริยาตอบสนองเป็นไปด้วยดี ออกกำลังกายได้นานขึ้น ทนความหนาวเย็นๆ ได้ดี เดินได้โดยไม่ค่อยเหนื่อย
ยาที่เคยกิน ค่อยๆ ลดยาเคมีลง ยานอนหลับไม่ต้องใช้อีกต่อไป ยารักษาพากินสันไม่ปรารถนาต้องใช้มันอีกแล้ว
ระบบย่อยอาหารดีเยี่ยม เขียนหนังสือได้เร็วขึ้น สามารถโพกผ้าบนศรีษะด้วยมือขวาได้ดีขึ้น ผิวหนังก็ดูสดใสขึ้น
โดย Brig (Retd) T.S.Chordary, (63 year), Janakapuri, New Delhi

จากรายงานของศัลยแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว อาการขัดข้องที่หัวใจข้างซ้าย
ผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจด้านซ้าย หลังจากที่ได้เริ่มฝึกทำ OP ได้เพียง 15 วัน กลับพบว่าอาการมันดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีหลักฐานจากการตรวจคลื่นเสียงดูภายในหัวใจและการทำงานของหัวใจแล้ว
และที่เคยทุกข์ทรมานจากแผลในลำไส้เล็กตอนต้น รักษามาตลอด 30 ปี ก็เป็นที่น่าพิศวง มันหายไปได้โดยไม่ต้องกินยาลดกรดอีกแล้ว
ผมมีอาการเริ่มๆ มีต่อมลูกหมากโตชนิดที่ยังไม่อันตราย หลังจากที่ได้ทำ OP แล้ว อาการที่ต้องลุกขึ้นปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ ก็น้อยลง
อาการมีแผลร้อนในในปาก ลิ้นอักเสบ อาการคันที่ผิวหนังตรงบริเวณหน้าอก และคอ สีผิวที่ไม่ค่อยดี ก็หายไปหมด
หลังจากอมน้ำมัน (OP) พบว่าฝ่ามือสดใสมีสีเลือด ผมจึงไปให้เขาตรวจเลือดดู ก็ต้องแปลกใจที่พบว่า
ฮีโมโกลบินมีค่าสูงขึ้นจาก 11 gms to 12.4 gms ภายใน 2 เดือน
โดย Dr. N.Ranga Rao, Dy. Civil Surgeon (Retd.), Peddapuram, A.P

ลมหายใจไม่สะอาด กลิ่นปาก
ฉันมีปัญหากับอาการที่มีกลิ่นปาก และมีหนองไหลออกมาจากในปาก เป็นมา 8 ปีแล้ว
เมื่อมีกลิ่นปาก ก็ได้ไปหาหมอฟันได้ยามากิน ยาทำความสะอาดฟัน เมื่อกินยาและเครื่องไม้เครื่องมือมาทำความสะอาดฟันมันก็เพียงทำให้กลิ่นปากหายไปชั่วครั้งชั่วคราว
หลังจากที่ได้ทำ OP (อมน้ำมัน) ได้ 5 เดือน กลิ่นปากที่ไม่สะอาดก็หายไป
หนองก็ไม่ค่อยมีไหลแล้ว รู้สึกมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ไม่มีปัญหาเหมือนแต่ก่อน
วิธีการ OP ได้ดึงความเชื่อมั่นของฉันที่สูญเสียไปกลับคืนมา จากความกรุณาปราณีอันนี้ ทำให้ฉันได้สูดหายใจได้อย่างมีความสุข ดังกับว่าได้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉันเลยทีเดียว
โดย G.B.Rao, Rajamundry, A.P

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ทรมานกับการร้อนใน และมีแผลในปากมา 12-15 ปีแล้ว
หลังจากได้อ่านบทความที่พิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Kannada Prabha เรื่อง “Oil pulling” ฉันได้เริ่มฝึกปฎิบัติวันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 1995 ควบคู่ไปกับการกินยา ช่วง 2-3 เดือนแรกอาการดีขึ้นสัก 25% เห็นจะได้ แต่พอได้สัก 4-5 เดือนอาการดีขึ้นมากเลย และที่เห็นได้ดีที่สุดเมื่อได้ 6 เดือน ดีขึ้น 100% เลย ฉันก็ได้ชลอการใช้ยาลง และพอได้ 7 เดือน ฉันก็เลิกกินยาเคมี อาการที่เคยเป็นแผลในปากหายไปตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกแล้ว
เดี๋ยวนี้ฉันมีควมสุข โรคหายไปแล้ว 100% โรคแผลในปากที่เคยอยู่กับฉันมาแสนนานได้หายไปแล้วด้วย “Oil pulling”
โดย Salamander Shiny, Manipal

 

โรคกล้ามเนื้อที่ใบหน้าอ่อนกำลัง (Myasthenia Gravis (MG))
ในปี 1980 ฉันอายุ 36 ปี เกิดอาการเห็นภาพซ้อน และหนังตาข้างขวาตก หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค MG
ในปี 1993 ฉันได้เริ่มฝึก OP และได้ใช้ยาร่วมกันไปด้วยในเดือนแรกๆ หลังจากนั้นก็หยุดยาได้แต่ทำ OP ต่อไป ไม่ช้าอาการกล้ามเนื้อที่หน้าอ่อนแรงก็หายดี เมื่อฉันได้หยุดปฏิบัติ OP ได้เดือนหนึ่ง อาการดังกล่าวก็กลับมาอีก ฉันจึงได้ทำ OP ต่อไปอีก และทำ OP อย่างเดียวโดยไม่กินยาอีกเลย
โดย T.Brahmaji Rao, Pedavadlapudu, Guntur Dt. A.P


อาการปวดหลัง ปวดคอ
ฉันมีอาการปวดหลังมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ได้หาหมอรักษามาหลายหมอ ซึ่งแต่ละท่านก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษา แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีวันไหนที่ฉันจะเข้านอนได้โดยไม่ต้องกินยา บรูเฟน โวทาเรน หรือยาอื่นๆ
หลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการทำ OP ที่เขียนโดย Tummala Koteswara Rao
ฉันได้เริ่มฝึกปฏิบัติ OP โดยใช้น้ำมันทานตะวัน อาการก็ค่อยๆ เห็นผลภายใน 15 วัน และอาการดังกล่าวดีขึ้นมากใน 3 เดือน ตอนนี้ 6 เดือนแล้ว อาการปวดหายไปราว 90% ซึ่งยังเหลืออาการปวดหลังอยู่บ้าง
อาการที่เคยปวดที่คอและที่ปวดแขนในบางครั้งก็หายไป
อาการปวดหลังที่บอกว่ายังเหลืออีกนิดหน่อยนั้น ฉันก็ไม่ยอมกินยาแก้ปวดอีกแล้ว แต่ไม่ยอมหยุด OP เพราะพบว่ามันเป็นผลดีต่อฉันมาก และปลอดภัยกว่าการกินยา
ฉันได้เริ่มออกบรรยาย “สุขภาพดีได้ด้วย OP” ตามโรงเรียน สมาคม ที่ Telugu ให้พวกเขารู้จักวิธีการทำ OP
โดย Dr.V.Prabhakar (48 years) MDS (Madras), Guntakal A.P

อาการปวดหลัง และปวดตามข้อ
ฉันมีอาการเจ็บปวดข้อเข่ามาช้านานกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ฉันได้พยายามรักษาโดยใช้ยามาหลายชนิด มันก็หายชั่วครู่ชั่วยาม
ฉันเริ่มฝึกทำ OP เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1995 เพียง 5 วันที่ฉันได้ปฏิบัติมา สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น อาการปวดข้อเข่า และโรคปวดหลังช่วงล่างของฉันหายไป
มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่า อาการปวดข้อเข่าของฉันมันหายไปได้อย่างไร
ก็ยาที่กินมาตั้งมากมาย และนานแสนนานยังรักษาไม่ได้ ผลที่ได้กลับแย่ลงอีกต่างหาก
โดย Sudedar Juvva Gandhi, Sub-area HQ, Karnataka, Bangalore

อาการปวดเข่า และข้อเท้า
ฉันได้อ่านบทความและรายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษาโรคด้วยวิธีการทำ OP จาก “Andhra Jyoti” จนเกิดความมั่นใจและเชื่อถือแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลองฝึกทำเสียที
จนกระทั่งน้องชายของฉันหายจากโรคหอบหืด และได้แนะนำให้ฉันได้ฝึกปฏิบัติดูบ้าง
ปกติฉันเองจะเปิดพัดลม หรือนอนในที่มีลมแรงๆ ไม่ได้ ทำให้หายใจไม่ออก จมูกจะตัน อาบน้ำเย็นยิ่งไม่ได้เลย
หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP แล้ว ฉันสามารถนอนหลับสบายใต้พัดลมที่เปิดเต็มสปีด ไม่รู้สึกอึดอัด
ในบางครั้งที่เคยมีอาการหอบหืด หรืออาการที่หลอดอาหารบ้างก็หายไป
อาการที่เคยปวดเข่าซ้าย และปวดข้อเท้าขวามา 3-4 ก็ไม่มีอาการอีก
อาการที่มีรอยแตกที่กระโหลกศรีษะตั้งแต่ฉันอายุ 5 ขวบก็ไม่มีแล้ว
ริดสีดวงทวารที่เป็นมา 20 ปี ปรากฏว่ามันหายไป มันช่างน่าเป็นเรื่องปาฎิหารย์จริงๆ
โดย Prof.T.Venugopal Rao, Principal, Vishaka of Professional Studies, J.R. Nagar, Vishakapatnam, A.P

โรคผิวหนัง ผื่นคันอักเสบพุพอง ก็บำบัดได้
ฉันอายุ 79 ปี เกษียณจากครูแล้ว มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดี จึงได้ฝึกปฏิบัติ OP มาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 1995
อาการที่มีคือ ผื่นคัน พุพอง(Eczema) มากว่า 30 ปีที่เท้าซ้าย ที่ได้ใช้วิธีการรักษามาหลายวีธี และก็เช่นเดียวกันกับที่นิ้วชี้มือขวาก็มีอาการมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมาเป็นปี หมอบอกว่ากระดูกสันหลังอักเสบ (Spondylitis)
ฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 1 ปี กับอีก 8 เดือน อาการปวดหลังช่วงล่างก็หายไป
อาการที่เป็นผื่นคันพุพอง (Eczema) ที่นิ้วชี้มือขวาก็หายไป อาการที่ผิวหนังหายเป็นปกติ
อาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายเกือบจะปกติแล้ว มีอาการคันบ้างในบางครั้ง
ฉันรู้สึกมีความมั่นใจมากและจะปฏิบัติต่อไป มันเป็นวิธีการบำบัดที่แสนง่าย แต่เห็นผลน่าแปลกใจ
และฉันก็มั่นใจว่าอาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายจะหายไปในไม่ช้าแน่นอน
โดย C.V.Purnachandra Rao, Chennal, T.N

อาการปวดฟัน ฟันโยกคลอน
ฉันเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว ตอนนี้อายุ 86 ปี มีอาการปวดฟันหนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นอาการปวดรวดร้าวแสนทรมาน
ก็ได้ฝึกทำ OP บ้าง แต่ยังมีความสงสัย เคลือบแคลงใจ ไม่แน่ใจ จึงได้ไปหาหมอฟันด้วย
เมื่อมันปวดหนักขึ้น ฉันก็ลองทำเป็น 2 ครั้งต่อวัน ปรากฏว่าความปวดน้อยลง อีก 2 วันก็หายปวด
อาการปวดนี้เกิดกับฟันซี่หน้า ที่ใช้สำหรับกัด ตรงฐานรากของฟันดูจะโยกคลอน ไม่แน่น
เมื่ออาการปวดฟันหายไป ฉันจึงมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ และอาการโยกคลอนก็หายไปภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น
มีความรู้สึกว่าตอนนี้ฟันดีมาก ฉันสามารถกัดผลไม้และอาหารที่ไม่แข็งมากนักได้ นี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉัน
และฉันต้องขอขอบคุณ แนวทางการรักษาโรคด้วยวิธี Oil Pulling จริงๆ
โดย G.R.Bhagavannarayana,(Retd,Govt service), 86 years, Rajamundry,533 105 AP.


คำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับ Oil pulling

ควรจะทำ OP เวลาไหนถึงจะดี?
แพทย์ทางอายุรเวท แนะนำว่าควรจะทำในช่วงเช้า หลังจากแปรงฟัน และท้องว่างอยู่
Dr Karach แนะนำให้ทำช่วงเช้า ตอนท้องว่าง จะให้ดีควรเป็นหลัง 1 ชั่วโมง หลังจากดื่มน้ำเปล่า ชา กาแฟ หรือน้ำใดๆ ในช่วงเช้า แต่ขอให้ทำก่อนอาหารมื้อเช้า หรือ ตอนท้องว่าง ขณะที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย สุขภาพร่างกายมีปัญหา ก็ทำได้

ใครบ้างที่ทำได้ ?
ใครๆ ก็ทำได้ อายุ 5 ขวบขึ้นไปก็ฝึกทำได้ สำหรับอายุ 5 ขวบหรือเกินกว่าไม่มาก ให้ใช้น้ำมันเพียง 1 ช้อนชา (5 cc.) ก็พอ ผู้ที่ถอนฟันแล้ว สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่ ก็ทำได้

แล้วจะดื่มน้ำหรือทานอาหารได้หลังจาก OP นานเท่าไร?
หลังจากทำ OP แล้วล้างปาก แล้วก็สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย ไม่ต้องทิ้งช่วงเวลา

น้ำมันอะไรบ้างที่นำมาใช้ OP ได้?
Dr Karach แนะนำให้ใช้น้ำมันทานตะวัน ส่วนการแพทย์อายุรเวทแต่โบราณ ใช้น้ำมันงาเป็นหลัก ซึ่งน้ำมันทั้งสองชนิดก็ทำงานได้ดีในการช่วยบำบัดสุขภาพ บางท่านว่าน้ำมันงาใช้ได้ดีที่สุด ส่วนน้ำมันอื่นๆ ก็ใช้ได้แล้วแต่ความชอบ ของแต่ละคน เพียงแต่ยังไม่มีรายงานผลการใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ มาให้ทราบมากนัก น้ำมันอื่นๆ อาจจะใช้ได้ดีในการนำมาใช้ก็ได้ แต่ยังไม่ได้รับความนิยมที่จะใช้กัน

(หมอแดง แนะนำให้ใช้ น้ำมันมะพร้าว ในการทำ Oil Pulling ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นใช้กันมากนัก และก็กลัวไขมันอิ่มตัวน้ำมันมะพร้าวกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป)
น้ำมันที่ใช้เพียง 10 cc. มันดูน้อยจัง ใช้ 20 cc. จะได้ไหม?
เมื่อเราทำ OP น้ำมันที่อมในปากนั้นจะต้องรู้สึกบางเบา จางลง มีความรู้สึกคล้ายน้ำ ไม่ใช่ยังรู้สึกว่ายังอมน้ำมันอยู่ ควรจะรู้สึกคล้ายน้ำ เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้จึงจะเป็นผลดี และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายในการทำ โดยทั่วไปความรู้สึกอย่างนี้จะเกิดขึ้นหลังจากอมไว้ 15-20 นาที แต่ถ้าใช้น้ำมันมากเกินไปมาอม ก็จะต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าที่น้ำมันจะกลายเป็นน้ำสีขาวๆ เราก็คงไม่มีเวลาที่จะมาอมน้ำมันอยู่นานๆ กันแน่
ถ้าหากบ้วนทิ้งออกมาแล้วยังรู้สึกว่ายังคงเป็นน้ำมันอยู่ ก็เป็นเรื่องเสียเปล่า ไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก จะไม่ค่อยรู้สึกสดชื่น ไม่ได้ผลสำเร็จตามที่ปรารถนา ถ้าจะใช้มากสักนิดหน่อยก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ ไม่เสียหายมากมาย เพียงแต่ใช้เวลานานเสียหน่อย และสำหรับเด็กเราก็ใช้แค่ 5 cc.ก็พอ

ขณะที่ทำ OP อยู่นั้น จะทำอย่างอื่นพร้อมไปด้วยได้หรือไม่?
ไม่ควร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรทำ OP อย่างช้าๆ นั่งในท่าสบายๆ เชยคางขึ้น นึกถึงน้ำมันที่แทรกเข้าไปตามซอกฟัน เข้าไปสัมผัสกับทุกๆ ส่วนของเยื่อบุผนังในช่องปาก ผ่อนคลายอารมณ์และร่างกาย

สำหรับโรคที่เจ็บปวดรุนแรงจนจะต้องผ่าตัด หรือโรคเรื้อรัง จะมีการทำ OP อย่างไร?
โรคที่มีอาการปวดอย่างมากจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัดนั้น วิธีการนี้จะช่วยบำบัดได้ภายใน 4 วัน โดยปฏิบัติวันละ 3 ครั้ง
ตอนช่วงท้องว่าง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น
ส่วนในโรคที่มีอาการเรื้อรังมานานนั้น อาจต้องใช้เวลาเป็นปี หรือมากกว่า แล้วแต่อาการและความหนักหนาของโรคที่เป็นอยู่นั้น เป็นมานานมากแค่ไหนแล้ว อายุของผู้ป่วย อุปนิสัย พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยก็เป็นปัจจัยสำคัญ

จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในการทำ OP?
น้ำมันที่อมยังคงสภาพเป็นน้ำมันอยู่ ไม่มีลักษณะคล้ายน้ำ หรือรู้สึกบางเบา หลังจาก 30 นาที แล้วกับรู้สึก
ถูกดูดซึม และเหลือปริมาณน้อยลง
เหตุที่น้ำมันไม่แปรสภาพไปคล้ายน้ำ ก็เพราะว่ามีน้ำลายน้อย หรือการผลิตน้ำลายออกมาน้อย ในช่องปากแห้ง เป็นมากในกรณีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือไม่ก็ตอนเย็น
ในสภาวะปกติทั่วไป น้ำมันจะไม่ถูกดูดซึมในปาก สาเหตุนั้นมาจากน้ำลายมีน้อย หรือร่างกายขาดน้ำ ขาดสารเหลว ในกรณีนี้ให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว แล้วออกเดินสัก 30 – 45 นาที แล้วกลับมาทำ OP
รู้สึกในจมูกถูกปิดกั้น เกิดการสะสมของน้ำมูก ทำให้หายใจไม่ค่อยดีขณะมีน้ำมันอยู่ในปาก
กรณีนี้ให้ล้าง ทำความจมูกให้ดี สั่งน้ำมูกออกให้รู้สึกโล่งจมูกก่อน แล้วจึงทำ OP
ขณะที่อมน้ำมันอยู่ในปาก เมื่อมีน้ำมูกให้ใช้วิธีหายใจแรงหลายๆครั้ง เพื่อให้มีแรงลมดันออกมาทางจมูก
อยากจะจาม หรือไอขณะที่อมน้ำมันอยู่
รู้สึกระคายคอ คันคอทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ อยากจะจามหรือไอขณะที่กำลังอมน้ำมันอยู่ในปาก ให้ค่อยๆ ทำ และให้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดถึงน้ำมันที่อยู่ในปาก ถ้าจะจามหรือไอ ให้ทำตรงอ่างหรืออะไรรองรับ เพื่อไม่ให้มีการพ่นเป็นสเปร์ยออกมา หรือไม่ก็หากระดาษทิชชูมาปิดปากป้องกันไว้
เสมหะ เสลดในลำคอไหลเข้ามาที่ในปาก ขณะที่อมน้ำมันอยู่
ถ้ามีเสมหะเกิดขึ้นมาเต็มปากเต็มคอ ทำให้ทำ OP ไม่สะดวก ก็ให้บ้วนทั้งน้ำมันและเสมหะออกทิ้งไป และอมน้ำมันใหม่อีกครั้ง
กระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ขณะทำ OP
เมื่อมีกระตุ้นให้เกิดปัสสาวะและถ่ายอุจจาระขณะที่ทำ OP ก็ให้ไปปัสสาวะ อุจจาระได้ระหว่างทำ OP อมน้ำมันไปด้วยให้สบายใจ ไม่ต้องเครียด

จะใช้เวลาสักเท่าไรในการที่จะรักษาโรค?
ระยะเวลาที่จะใช้ในการดูแลรักษาโรคแต่ละโรคนั้น เป็นการยากที่จะกะเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย สภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าทรุดโทรมขนาดไหน และโรคที่เป็นอยู่หนักหนาขนาดไหน อาหาร อัปนิสัยและพฤติกรรมของตัวผู้ป่วยแต่ละคน
Dr Karach กล่าวว่า “โรคที่เจ็บป่วยเรื้อรังมานานอาจใช้เวลาปีหนึ่ง ขณะที่โรคที่มีอาการปวดจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัด อาจใช้เวลาแค่ 2 – 4 วัน ให้ฝึกทำจนกว่าจะรู้สึกแข็งแรงดังเดิม มีความสดชื่น หลับได้ดี รู้สึกเจริญอาหาร ความจำที่ดีกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้ง”

แล้วการทำ OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร?
การรักษาโดยวิธี OP เกิดขึ้นเหมือนกับการรักษาโรคโดยทั่วไป เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ (ซึ่งเป็นบทหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้ว่า “OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร” อยู่ในหนังสือชื่อ “Oil Pulling”) ซึ่งผมจะอธิบายตามหลักทฤษฎีว่าทำไม OP ถึงช่วยบำบัดรักษาโรคได้
Dr (med.) Karach ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า “ตามหลักการน้ำมันได้ช่วยรักษาฟันได้ดีอยู่แล้วตามที่ทราบกันดี จะเห็นผลได้ชัดเจนว่าน้ำมันทำให้ฟันมั่นคง แข็งแรง ช่วยรักษาฟันที่โยกคลอน รักษาอาการเลือดออกที่เหงือก และทำให้ฟันขาว”
Oil Pulling ในด้านการแพทย์อายุรเวท เรียกว่า “KAVALA GRAHAM” ในหัวข้อของ Charaka Samhita sutra ได้เขียนไว้ว่า
“การอมน้ำมัน หรือ OP ด้วยน้ำมันงาจะช่วยรักษาฟันที่เป็นรู เป็นแมงกินฟัน ช่วยรักษารากฟันให้แข็งแรง รักษาโรคฟัน อาการเสียวฟันที่เวลากินของเปรี้ยว จะช่วยรักษาฟันที่ผุ ทำให้ฟันแข็งแรงสามารถที่จะขบเคี้ยวของแข็งๆ ได้ดีขึ้น”

สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้และต่างก็มีประสบการณ์กันในการรักษาโรคฟันมาแล้วมากมาย มีหลักฐานเป็นที่เชื่อถือได้ในการใช้วิธี OP บำบัดรักษาโรคฟัน ป้องกันผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฟัน หรือที่เกี่ยวกับฟัน และเห็นผลอย่างเด่นชัด ซึ่งหมอฟันไม่สามารถทำได้ จากประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เราจะเห็นว่า OP ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ขจัดการติดเชื้อ หยุดความเสียหายความเสื่อมสภาพที่จะเกิดหรือเกิดขึ้นแล้วกับฟัน บรรเทาหรือกำจัดอาการเสียวฟัน ทำให้ฟันมั่นคงและไม่โยกคลอน

ตามที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถนำมาเชื่อมโยงเหตุผลเข้ามาเป็นเหตุผลว่าทำไม OP ช่วยรักษาอาการปวดให้หายไปได้ ช่วยต่อต้าน และกำจัดอาการติดเชื้อ ช่วยเยียวยารักษาสภาพของฟันที่กำลังเสียหายช่วยอาการเสียว ปวดฟัน ช่วยป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปาก ช่วยเหนี่ยวนำระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น ให้ต่อมไร้ท่อ ต่อมคัดหลั่งทำงานได้ดี ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลร่างกาย

ในทำนองเดียวกัน OP ก็จะช่วยบำบัดอาการปวดศรีษะ ไมเกรน การจาม อาการเย็น อาการปวดในเวลาไม่กี่วัน และจะทำวันละครั้งหรือหลายครั้งก็ได้
อาการเมาค้าง สามารถบำบัดได้โดยเพียงทำ OP 2- 3 ครั้งในช่วงเช้า สิ่งที่ปฏิบัติเหล่านี้จะเป็นการศึกษา และเป็นประสบการณ์ ถ้าฝึกทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญในการปฏิบัติ และก็สามารถประเมินผลที่ได้จากประสบการณ์ที่เราได้ทำ ได้เจอด้วยตัวของตัวเอง
วิธีการบำบัดโดย OP ก็จะคล้ายๆ กันในแต่ละโรค จะมีแตกต่างกันบ้างก็ในเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดในแต่ละคน

จะมีผลข้างเคียง หรือจะเป็นอะไรบ้างไหมถ้าจะใช้ยาไปพร้อมๆ กันไปด้วย ?
โดยปกติทั่วไปจะไม่มีผลข้างเคียง การบำบัดรักษาจะเป็นไปอย่างนิ่มนวล อ่อนโยน ในบางกรณีบางโรค อาจจะมีอาการมากขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ก็อย่าไปวิตกกังวล เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณที่ดีบอกให้เราได้รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นกำลังได้รับการบำบัดอยู่ ให้อดทนหน่อย แต่ถ้าในกรณีที่มีอาการมากขึ้นจนทนไม่ได้ ก็ให้หยุดทำ OP ไปสัก 2-3 วัน หรือจะกินยาเพื่อช่วยระงับอาการและทำ OP ไปด้วยก็ได้
ในกรณีที่ต้องกินยา หรือยังไม่อยากจะหยุดยาทีเดียวเลย ก็ให้กินยาไปด้วยพร้อมๆ กัน แล้วค่อยๆ ลดจำนวนยาลงทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป จนมีความแน่ใจว่าได้ผลดีแล้ว จึงหยุดยาทั้งหมด แล้วทำ OP อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคนของโรคออกไปให้หมด ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง เป็นมานาน ต้องกินยาอยู่ ไม่อยากหยุดยา ก็ให้ทำ OP พร้อมๆ กันไป ก็ไม่เกิดผลเสีย

Dr Karach กล่าวว่า บางท่านอาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายโรคที่แสดงความเลวร้ายออกมาอย่างชัดเจน โรคแรกอาจเป็นโรคที่ติดเชื้อ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สิ้นหวังที่จะบำบัด และโรคอันดับรองลงมาก็จะเป็นผลจากโรคแรกที่ว่าแต่ก็เป็นๆ หายๆ ไม่กี่วันโรคอันอับรองๆ นั้นก็หายไปบ้าง ในขณะที่ก็มีบางโรคที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น มันเป็นอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรณีของผู้ที่ทุกข์ทรมานกับเรื้อรังที่เป็นมาช้านาน ในสภาวะเช่นนี้ Dr Karach แนะนำว่า ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาจงมุ่งมั่น อย่าท้อถอย ให้ปฏิบัติ OP ต่อไปอย่างต่อเนื่อง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และโรคทั้งหลายก็จะค่อยๆ เบาบางลง หรือหายไปทีละโรค ขอให้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นหลังจากทำ OP แล้วโรคหลายโรคปะทุขึ้นมา มันเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ เป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่าโรคนั้นจะค่อยๆ หายไปในที่สุด

ตัวอย่างของปฏิกิริยาโต้ตอบที่เกิดขึ้น
— จะเกิดอาการคันที่ผิวหนัง บริเวณที่ อักเสบจากอาการบาดเจ็บ หรือ เป็นแผลอยู่
– ในกรณีกระดูกหักจากอุบัติเหตุ อาการเจ็บปวดอาจจะมากขึ้นบ้าง ในช่วงที่อยู่ในกระบวนการบำบัด ให้เข้าใจว่าอยู่ในช่วยเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ให้ทำ OP ต่อไปตามปกติ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ครั้ง/วัน หรือถ้ามีอาการหนักเกินไป ก็ให้หยุดทำ OP ก่อนสัก 2-3 วันและค่อยกลับมาทำใหม่
ใช้ยาตามที่หมอสั่งได้ แต่ให้น้อยลง เพื่อลดอาการเจ็บปวด และให้ทำ OP ต่อไปในขณะที่เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ มันไม่ใช่ว่าจะเกิดปฏิกิริยานี้ในทุกโรคทุกกรณีในการบำบัด ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ทรมานมานาน
ปฏิกริยาตอบโต้อาจจะปรากฏจนทำให้โรคนั้นเลวร้ายขึ้นบ้าง ในช่วงนี้หลายท่านมีความคิดว่าจะหยุดทำ OP ขอให้อย่าได้หยุดเด็ดขาด ให้ทำ OP ต่อไป นี่คือสัญญาณเตือนที่ดี ว่าโรคกำลังได้รับการบำบัดแล้ว
ให้เข้าใจไว้ว่านี่คือปฏิกิริยาโต้ตอบ อย่าได้หยุดเลย เพราะเรากำลังได้รับการบำบัด ใช้เวลาอีกไม่นาน โรคภัยที่เป็นอยู่ก็จะหายไป สุขภาพที่ดีก็จะหวนกลับคืนมา แล้วเราก็จะได้มีความสุขกับสุขภาพที่ยอดเยี่ยมเสียที

 

บทความ Oil Pulling ภาษาอังกฤษ

Dr. F. Karach, M.D., presented a paper before the All-Ukrainian Association. The meeting was attended by oncologists and bacteriologists belonging to the Academyof Scienceof the USSR. Dr. Karach explained an unusual simple healing process using cold-pressed oils.
The results of this therapy invoked astonishment and doubt concerning the contents of his report. However, after further examining the workings of the oil therapy, one has but to then test it on oneself to prove its validity and effectiveness. It is most astonishing that such results can be achieved with this absolutely harmless biological healing method. This simple method makes it possible to effectively treat the most varied diseases, in some cases enabling one to avoid surgical intervention and the taking of medications that can have harmful side effects.The exciting factor of this healing method is its simplicity. It consists of swishing cold-pressed oil in the mouth( Sunflower or Seasme, Pl. note you don’t need to go for organic oils only, A normal refined sunflower oil bought from any supermarket proven to be effective in many people). The healing process is accomplished by the human organism on its own. In this way it is possible to heal cells, tissue and all organs simultaneously; the body itself gets rid of toxic waste without disturbing the healthy microflora. Dr. Karach says human beings are living only half their life span. They could potentially live healthy to be 140 to 150 years old.

The method

In the morning before breakfast on an empty stomach you take one tablespoon in the mouth but do not swallow it. Move Oil Slowly in the mouth as rinsing or swishing and Dr Karach puts it as ‘ sip, suck and pull through the teeth’ for fifteen to twenty minutes. This process makes oil thoroughly mixed with saliva. Swishing activates the enzymes and the enzymes draw toxins out of the blood. The oil must not be swallowed, for it has become toxic. As the process continues, the oil gets thinner and white. If the oil is still yellow, it has not been pulled long enough.It is then spit from the mouth , the oral cavity must be thoroughly rinsed and mouth must be washed thoroughly. Just use normal tap water and good old fingers to clean.

Clean the sink properly, you can use some antibacterial soap to clean the sink. Because the spittle contains harmful bacteria and toxic bodily waste. If one were to see one drop of this liquid magnified 600 times under a microscope, one would see microbes in their first stage of development.

It is important to understand that during the oil-pulling/swishing process one’s metabolism is intensified. This leads to improved health. One of the most striking results of this process is the fastening of loose teeth, the elimination of bleeding gums and the visible whitening of the teeth.

The oil pulling /swishing is done best before breakfast. To accelerate the healing process, it can be repeated three times a day, but always before meals on an empty stomach.

Precautions

(a) Do not swallow. The oil should be spat out. But inadvertently if you swallow there is nothing to worry. It will go out through faeces. Nothing is to be done.

(b) If you are allergic to a particular brand of oil, change the brand of oil or oil itself to different oil.

(c) Sunflower and Sesame oil have been found to be equally effective in curing diseases. Other oils were not found to be as good. Do not blame oil pulling by practicing with other oils. Use refined oils.

Results of Oil Pulling

The result of this healing research has attracted amazement and resulted in further research. This additional research concerning Oil Therapy has now been thoroughly documented, especially with regard to physiological similarities between individuals. It is surprising that through this biological healing method a wide variety of symptoms have unquestionably disappeared without any side-effects. This simple method makes it possible completely heal such a wide variety of diseases which would normally be treated by an operation or by powerful or potent Drugs, usually with significant side-effects.

The simplicity of this healing system in which Oil is swirled backwards and forwards in the mouth, is due to the stimulating effect which it has on the body’s eliminatory system.
Through this method it is possible to heal individual cells, cell conglomerates such as lymph nodes and more complex tissues such as internal organs simultaneously. This occurs because the beneficial microflora throughout the body are provided with a healthy continuum. Without this natural bodily intrusive element evinced by the microflora the usual pattern of human health tends to lean towards illness rather than wellness. Dr. Karach anticipates that regular application of this treatment by reversing this process so that wellness is the dominant state of the human body is likely to increase the average human lifespan to approximately 150 years, double the present life expectancy.
Dr. Karach is supported in this view by other colleagues in the world.

By means of this treatment {Oil } it is invariably the result that diseases like migraine headaches, bronchitis, diseased teeth, arterio thrombosis, chronic blood disorders such as leukemia, arthritis and related illnesses, neuro physiological paralysis, eczema, gastro enteritis, peritonitis, heart disease, kidney disease, meningitis, and women’s hormonal disorders are completely eliminated from the organism. The benefit of Dr. Karach’s method is that the oil therapy heals the whole body in perpetuity. In terminal diseases such as cancer, Aids and chronic infections this treatment method has been shown to successfully replace all others. Dr. Karach has successfully healed a chronic leukemia patient with 15 years of harsh treatment methods behind him. Acute arthritis in 1 patient who was totally bedridden was removed from his body in 3 days with no inflammation apparent.

NOTE: The recommended oils to use are Sunflower Oil, Seasme Oil. We are receiving many emails about which oil to use. Our experience with thousands of people across the globe says USE COLD PRESSED OIL as first choice, if it is not available use REFINED OIL ( which seems to be effective in the process too). We have observed that any oil other than SUNFLOWER or SEASME may not be effective.

 

 

เผือกมัน กลอยพื้นบ้าน ความมั่นคงทางอาหารเมื่อยามขาดแคลน


 

เขียนโดยบ้านไร่ดินดีใจ

เขียนเมื่อเดือนเมษายน ปี 2553

http://www.raidindeejai.org

 

ย่างเข้าเดือนเมษายน ปีนี้ฝนยังไม่ตกเลย เป็นปีที่คล้ายกับที่แม่ของแม่เคยเล่าให้ฟังถึงสภาวะแล้งข้ามฟาก ที่คนรุ่นเก่าเคยพบเจอ คือฝนตกลงมาน้อยมากจนไม่สามารถปลูกข้าวได้ จนเกิดความอดอยาก ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เขาจะเข้าป่ากัน ขุดหามัน กลอย มากินประทังชีวิต ใครที่เคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่องโอชินที่โด่งดังเมื่อสักสามสิบปีที่แล้วจะเห็นฉากที่นางเอกเอามันมาผสมกับข้าวกิน คนเฒ่าคนแก่บ้านเราเองก็ทำอย่างนี้ในช่วงแล้งข้ามฟาก เขาจะเอามัน ผสมข้าวหุงกิน บางครั้งก็นึ่งกลอยกินต่างข้าว เพราะข้าวปีนั้นปลูกได้น้อยมากจนไม่พอกิน

เผือก มัน กลอย เป็นอาหารของผู้คนมาตั้งแต่สมัยยุคหิน ที่เรายังปลูกข้าวไม่ได้ แม้แต่ผู้ครองตนในเพศนักบวชสมัยก่อน เมื่อเข้าไปบำเพ็ญพรตในป่า เมื่อถึงคราวฤดูแล้งหาอาหารพวกผลไม้ไม่ได้ ก็ได้อาศัยขุดเผือกมันกลอยรับประทานพอประทังชีวิตไปได้ แม้ในยามศึกสงครามที่ผู้คนต้องอพยพไปหลบภัยอยู่ตามป่า ไม่สามารถปลูกข้าวได้ เมื่อข้าวที่เตรียมไปหมดลงก็พอจะหาขุดเผือกมันกลอยมาทำกินประทังชีวิตไปได้

ชาวบ้านป่าทั้งหลายก็เช่นกัน ในสมัยก่อนที่ยังไม่ได้ทำนา เขาจะปลูกข้าวไร่ ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง  มีข้าวไม่พอกินตลอดปี เมื่อข้าวเปลือกที่กักตุนไว้หมด อาหารหลักที่รับช่วงต่อจากข้าวก็คือกลอย ในช่วงฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว จะมีกลอยชุกชุม หัวของมันจะฝังอยู่ในดินตื้นๆมีอยู่เป็นกลุ่มๆ มีตั้งแต่สามหัวจนถึงสิบ ชาวบ้านป่าจะเที่ยวขุดมากักตุนไว้ เขาจะเอาหัวกลอยที่ขุดมาได้นั้นปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาล้างพิษเมา แล้วตากแดดให้แห้ง เก็บไว้ได้นาน ๆ เวลาจะกินก็ใช้วิธีนึ่งจนสุก แล้วแปรเป็นอาหารทั้งรูปข้าวและของหวาน โดยจะเอาคลุกน้ำอ้อยน้ำตาล ขูดมะพร้าวผสมก็กินอร่อย หรือจะกินกับประเภทกับ เช่น ผัก เนื้อ ก็ได้ดีเหมือนข้าว

 

ในปีนี้ก็เช่นกัน เสมือนกับเป็นชะตาของบ้านเมือง ที่มีโรคแมลงระบาด ภัยธรรมชาติ สภาวะแล้งที่มาพร้อมความอดอยาก สภาวะโลกร้อน ป่าไม้หายไป เราจะหาเผือกมันกลอย มาจากไหน ถ้าไม่ได้ปลูกสะสมกันไว้ตามหัวไร่ปลายนา แม้แต่ผู้คนในเมืองเอง ก็สามารถใช้พื้นที่เล็กๆที่มีอยู่ของตนเองปลูกเผือก มัน กลอยไว้กินได้

 

อาหารจากธรรมชาติที่สะสมไว้ในดินนี้ เก็บไว้ได้นานข้ามปี ปลูกลืมไปเลย พอหน้าฝนมันจะยุบตัวแตกยอดออกเลื้อยไป และสะสมอาหารไว้ในหัวใหม่ในยามฤดูแล้ง จนเมื่อถึงคราวจำเป็นเราก็สามารถขุดหามากินได้ บางชนิดหัวใหญ่กินได้ร่วมเดือน สามารถประทังชีวิตแก้ปัญหาความอดอยากได้ นอกจากนั้นแล้วอาหารจำพวกเผือก มัน ที่เป็นแป้ง คาร์โบไฮเดรตนี้ ยังมีคุณค่าในฐานะของยารักษาโรคที่คนในยุคปัจจุบันเป็นกันมากขณะนี้ การกินอาหารจำพวกแป้งที่คนลดน้ำหนักรังเกียจเหล่านี้ กลับส่งผลดีในแง่จิตใจ ที่ไม่ใช่เพียงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แต่การกินอาหารจำพวกแป้ง จะทำให้จิตใจสงบ ไม่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน

นอกจากนี้อาหารจำพวกมันยังเป็นยา ในตำราแพทย์แผนโบราณ สาขาเภสัชกรรมไทยกล่าวว่า บุก หรือบุกรอ ,หัวบุก, กะแท่ง,หัววุ้น หัวมีรสเบื่อเมาคัน กัดเถาดาน กัดเสมหะ หุงกับน้ำมันทากัดฝ้าบาดแผล

กลอย หรือกลอยข้าวเหนียว (อีสาน), กอยนก (เหนือ) หัวมีรสเมาเบื่อ กัดเถาดานในท้อง หุงใส่น้ำมันใส่แผล กัดฝ้ากัดหนอง มีพิษทำให้อาเจียน มึนงง

 

แม่เล่าให้ฟังว่าแถบนี้ บ้านล่องตะเคียนเตี้ย บ้านทับสะเบ้า บ้านประดาหัก เขตอำเภอหนองฉาง ในสมัยก่อนเคยเป็นป่าเป็นดง อาณาเขตเดียวกับป่าห้วยขาแข้ง ชาวบ้านจะเอาเกวียนมาเป็นขบวน มาขุดหัวกลอยตามป่าตามเขา หัวหนึ่งๆหนักประมาณ 5 – 6 กิโล เอาไปหั่นเคล้าเกลือแช่น้ำ สานตะกร้าโปร่งเอาไปแช่ในลำห้วยที่น้ำไหล ให้พิษออก แล้วเหยียบเอาพิษเมาออกให้หมด นำมาตากให้แห้ง เก็บไว้กินได้นาน

คนโบราณเขาจะปลูกเผือก ปลูกมันไว้กินหน้าแล้ง ตามข้างๆบ้าน ในไร่ของเราเองก็ปลูกเผือกมันไว้กินหน้าแล้ง ยามที่หาผักได้ยาก ก็ได้อาศัยขุดมันมาแกงกิน แกงส้ม หรือ ทำขนม แกงบวดกินได้ แม้ต้นที่แตกออกมาในฤดูฝนของเผือก และบุก ก็ตัดก้านมานำมาปอกเอาไส้ข้างใน แกงกะทิกินอร่อย

ในไร่ของเรามีมันหลายชนิด ที่มีทั้งในไร่และในป่าหัวไร่ปลายนา มีมันอ้อน มันเทศ มันสำปะหลัง มันเลือดนก มันนก มันเลือดหมู(มันตะพาบ) ชาวบ้านจะเอามาต้มกิน บางชนิดนำมาเผาจะอร่อยกว่าต้ม เพราะกลิ่นจะหอมชวนกิน เวลาเผาเอาดินพอกหัวแล้วนำไปหมกในกองไฟที่มีถ่านไฟแดงๆ พอไฟอ่อนก็เขี่ยออก เผือกหรือมันก็จะหอมอร่อย มันหลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วอย่าง มันเสา มันลาย เพราะชาวบ้านไถที่เพื่อปลูกพืชพาณิชย์ ทำให้ป่าหัวไร่ปลายนาหายไป มันพวกนี้ก็พลอยสูญพันธุ์ไปด้วย

มีมันชนิดหนึ่ง หัวใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งฟุต หัวของมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามันเลือดหมูแต่เมื่อเลื้อยไปเป็นเถา มันจะออกลูกตามเครือเป็นลูกเล็กๆ เราสามารถเก็บลูกมันมากินได้ คนอีสานยังเรียกชื่อตามลักษณะของลูกมันได้อีกว่า มันหำ เขาจะนิยมนำมาทำขนม เพราะสีของเนื้อจะออกสีม่วงสวย แกงบวดได้อร่อย

มีมันอีกชนิดหนึ่งที่ออกลูกตามเถา แต่หัวจะเล็กกว่ามันเลือดหมู หัวขนาดเท่าเหรียญสิบ แต่กินอร่อยกว่ามันหำ เพราะเหนียวหนึบกว่า ก็เรียกว่ามันเหน็บ ลูกมันเหน็บนี้ เมื่อมันเลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้ยืนต้น เราก็เอาไม้สอยลงมากิน เรียกว่าสอย “มัน” กินก็ได้

มันอ้อน มันนก มันเหน็บนี้ เขานิยมนำมาทำกับข้าว แกงส้มได้อร่อย เผือกและมันเทศนำมาใส่แกงมัสมั่น ผัดกินก็อร่อย

 

การปลูกเผือกมันพื้นบ้าน

 

มันแต่ละชนิดมีวิธีการปลูกคล้ายๆกัน มันที่มีเถาขนาดใหญ่ เราจะปลูกบริเวณใต้ต้นไม้ หรือปลูกตามริมรั้วให้มันเลื้อยไปได้ มันที่มีเถาขนาดเล็กและเถาไม่ยาวมาก เขาจะทำค้างให้มันเลื้อย และยกร่องเพื่อให้มันลงหัวได้ดี ฤดูกาลที่ปลูก จะเริ่มปลูกได้ช่วงที่ฝนเริ่มตกประมาณเดือนพฤษภาคม มิถุนายน

 

เผือก

เผือกมี 2 – 3 ชนิด เผือกตาแดง เผือกหมาก เผือกตังโอ้

เผือกตาแดง มีลูกเยอะ เมื่อปลูกจะแตกหัวเล็กๆออกมามาก

เผือกหมาก มีหัวเดียว หัวมีขนาดใหญ่

เผือกตังโอ้ มีหัวเดียว หัวมีขนาดใหญ่

วิธีการปลูก เลือกพื้นที่ในสวน ข้างบ้าน หรือตามคันนา ที่มีความชื้นสูงหน่อย เลือกบริเวณที่ดินซุยๆ ขุดหลุมลงไปลึกประมาณ สองคืบ เผือกจะออกหัวขึ้นมาเหนือดิน

 

กลอย

เขาไม่นิยมปลูกเพราะสามารถหาขุดจากในป่าได้ง่าย แต่เราสามารถขุดหัวมันมาปลูกได้ วิธีการปลูกกลอยก็เหมือนกับมัน คือฝังหัวกลอยลงไปในดินแล้วกลบ หัวของมันจะไม่ฝ่อในฤดูแล้ง และจะแตกขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

มันเลือดหมู (มันตะพาบ)

เราเลือกปลูกมันเลือดหมูเพราะมันปลูกง่าย มีหัวใหญ่ และมีลูกเลื้อยตามเครือ สามารถเก็บลูกมากินโดยเราไม่จำเป็นต้องขุดหัวมากิน ไม่ต้องปลูกซ้ำใหม่ เพราะในฤดูฝนมันจะแตกยอดออกเลื้อยไป และสะสมอาหารไว้ในหัวใหม่ในยามฤดูแล้ง เราเลือกปลูกไว้ในบริเวณสวนที่มีต้นไม้ยืนต้นขนาดไม่ใหญ่มากเพื่อให้มันเลื้อยไปและออกลูกเก็บกินได้ง่าย วิธีการปลูกก็ง่ายเพียงฝังลงไปในดินแล้วกลบ พอมีฝนมันจะแตกยอดออกมา เริ่มปลูกได้ช่วงที่ฝนเริ่มตกประมาณเดือนพฤษภาคม

 

 

 

 

 

มันอ้อน ,มันนก ,มันเหน็บ

เขาจะใช้วิธีการยกร่องปลูก ให้สูงจากพื้นดินประมาณ30 เซนติเมตรแล้วฝังหัวลงไปพอมิดหัว แล้วใช้ไม้ไผ่ปักไว้ให้ต้นมันเลื้อยขึ้นไป เถาของมันจำพวกนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก จะเลื้อยไปตามค้างที่เราปักไว้ให้

 

ฤดูกาลขุดมัน

เขาจะเริ่มขุดมันมากินเมื่อหมดฝน เพราะถ้าขุดก่อนเนื้อมันจะยังไม่เป็นแป้งเต็มที่กินไม่อร่อย เริ่มขุดได้ตั้งแต่ประมาณเดือนสิบสองและเดือนอ้ายของไทย (พฤศจิกายน ธันวาคม) ไปจนถึงช่วงที่ฝนเริ่มตก ประมาณเดือนห้า เดือนหก (พฤษภาคม มิถุนายน) จะเลิกขุดมัน เพราะมันจะเริ่มแตกต้นใหม่ แล้วหัวของมันจะฝ่อลง และผู้คนเริ่มมีผักชนิดอื่นกินกัน

หลักการเก็บรักษาหัวมัน

วิธีการเก็บรักษาหัวมัน ต้องเลือกหัวที่ไม่มีแผลที่เกิดจากการขุด เพราะถ้ามีแผลมันจะเน่าง่าย เขาจะเอาฝังทรายไว้ เก็บไว้กินได้นาน โดยที่หัวมันไม่ฝ่อ ทรายที่ใช้ฝังจะต้องแห้ง เพราะถ้ามีความชื้นมันจะแตกยอดออกมา มันที่เหลือเมื่อถึงฤดูฝนก็จะนำมาปลูกใหม่ได้

 

ความรู้เรื่องลักษณะของเผือกมัน และการนำมากินนี้ก็จำเป็นไม่อย่างนั้น ถึงแม้จะมีอยู่ในป่า ในไร่นาแต่เราก็ไม่รู้จักมัน ไม่รู้ว่าจะทำกินอย่างไร ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ากรรมวิธีแบบนี้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์และบริโภคได้ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์วิจัยทดลองมาหลายชั่วอายุคนหรือมีการทดสอบทดลองโดยใช้ชีวิตผู้คน เป็นสิ่งสำคัญที่กำลังจะหายไปตามความหลากหลายของชนิดพันธุ์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาไว้และนำมาใช้สืบต่อก็สาบสูญไปได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยกันในระดับชาวบ้าน ระดับชุมชนเพื่อรักษาภูมิปัญญาอันนี้เอาไว้ ฉบับหน้าจะเขียนเรื่องอาหารจากมันพื้นบ้านที่อร่อยและหากินได้ยากในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

ล้อมกรอบ

ข้อมูลเฉพาะของกลอย

 

เราสามารถพบกลอยได้ทั่วในเขตป่าฝน ในเขตร้อน ตั้งแต่ประเทศอินเดียไปจนถึงเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศไทยมักจะขึ้นตามป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างโปร่ง ในประเทศไทยมีกลอยประมาณ 32 ชนิด หัวกลอย ก่อนนำมากินจะต้องล้างสารพิษออกให้หมด โดยฝานหัวกลอยเป็นชิ้นบางๆ นำมาแช่ในน้ำเกลือแล้วถ่ายน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง หรือแช่ในน้ำไหลเพื่อให้น้ำชะล้างสารพิษออกให้หมด เพราะ dioscorine เป็นแอลคาลอยด์ที่ละลายได้ดีในน้ำ ชาวป่าบางเผ่านำน้ำที่คั้นจากหัวกลอยมาผสมกับยางของต้นน่อง (Antiaris toxicaria Lesch.) อาบลูกดอกเพื่อใช้ยิงสัตว์  

ชาวบ้านจะแบ่งง่ายๆตามลักษณะของลำต้นและตามสีในเนื้อหัวกลอยกล่าวคือกลอยข้าว เจ้าจะมีลักษณะของเถาและก้านใบสีเขียวส่วนกลอยข้าวเหนียวมีเถาสีน้ำตาลอมดำ ลักษณะใบของกลอยทั้งสองชนิดมี 3 แฉก คล้ายใบถั่ว เส้นใบถี่ส่วนเถาจะมีหนามแหลมตลอดเถาดอกออกเป็นช่อมีดอกย่อยดอกเล็กๆสีขาว จำนวนมากหัวกลอยจะฝังในดิน ตื้นๆ มีหลายหัวติดกันเป็นกลุ่ม เท่าที่พบมีตั้งแต่ 3 หัวถึง 14 หัวใน 1 กอขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของหัวกลอยวัด ได้ตั้งแต่2.5 ซมถึง25 ซม.

กลอยมีเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น กลอยมัน กลอยข้าวเหนียว กลอยหัวเหนียว ก๋อยนก กอยหัว และกลอยนก เป็นต้น เมื่อนำหัวกลอยมาปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นบางๆ จะพบว่ากลอยข้าวเจ้าจะมีเนื้อสีขาวนวลและเนื้อหยาบกว่ากลอยข้าวเหนียวซึ่ง มีสีเหลืองอ่อมถึงเหลืองเข้ม(สีทอง)เนื้อเหนียวและรสชาดดีกว่ากลอยข้าวเจ้า ซึ่งมีเนื้อร่วนซุย ฉะนั้นชาวบ้านจึงนิยม รับประทานกลอยข้าวเหนียวมากกว่ากลอยข้าวเจ้า

เนื่องจากกลอยเป็นพืชแป้งที่มีพิษอย่างแรงเพราะในเนื้อแป้งมีสารไดออสคอรีน(Dioscorine)ฉะนั้น ถ้านำมารับประทานโดยไม่ทำลายสารพิษก่อนจะทำให้เกิดอาการเบื่อเมาเพราะสารนี้ จะไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางทำให้เป็นอัมพาตถ้ารับประทานสดๆ ขนาดเท่าผลมะม่วงอกร่องจะทำให้ตายภายใน 6 ชั่วโมง วิธีเอาสารพิษ(Dioscorine)ออกจากกลอย ก่อนนำไปบริโภควิธีการทั่วๆไปคือปอกเปลือกหัวกลอยให้สะอาด หั่นเป็นแว่น แต่ละแว่นหนาประมาณ1-1.5ซม.นำหัวกลอยที่ หั่นแล้วใส่ในภาชนะ ใส่ชิ้นกลอยที่หั่นแล้วลงไปในภาชนะหนาประมาณ10ซม. โรยเกลือให้ทั่วหน้า1-2ซม. แล้วใส่ชิ้นกลอยลงไปทำสลับกับเกลือ จนกว่าจะหมดทิ้งไว้ค้างคืนวันรุ่งขึ้นนำกลอยที่หมักออกมาล้างน้ำ ให้สะอาดใส่ชิ้นกลอยที่ล้างแล้วลงไปในถุงผ้าดิบหรือผ้าขาวบาง นำของหนักทับไว้เพื่อไล่น้ำเบื่อเมาของกลอยออกให้หมดหลังจากนั้นนำชิ้นกลอย จากถุงผ้าเทกลับลงไปในภาชนะเดิมใส่น้ำให้ท่วมเนื้อกลอย ทิ้งไว้ค้างคืนรุ่งเช้าจึงนำชิ้นกลอยมาล้างให้สะอาดและทำเช่นเดิม ประมาณ 5-7 วัน จึงจะปลอดภัยจากสารพิษและนำมาบริโภคหรือ ปรุงอาหารได้หรือจะผึ่งแดดให้แห้งเก็บตุนไว้ เมื่อจะบริโภคจึงนำชิ้นกลอยมาแช่น้ำนำไปนึ่งหรือปรุงอาหารอื่นรับประทานได้

ผู้ที่ไม่เคยรับประทานกลอยมาก่อนอาจเกิดอาการแพ้ได้ แม้ว่าจะทำการล้างกลอยมาอย่างดีแล้วก็ตามเพราะความต้านทานของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการรับประทานกลอย รวมทั้งขนมที่มีส่วนผสมของกลอย อาทิ ถั่วทอดกลอยด้วย

กรณีได้รับพิษจากการรับประทานกลอย อาการจะเหมือนอาหารเป็นพิษทั่วไป พยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้พิษนั้นเจือจางลง หลังจากนั้นให้รับประทานผงถ่านคาร์บอน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปหรือดื่มน้ำสมุนไพรรางจืดเพื่อดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหารทั้งนี้อาจดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย เพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการขาดน้ำและอาจต้องอาศัยการให้น้ำเกลือช่วย

 

การรักษาอาการแพ้กลอย
ให้การรักษาตามอาการได้แก่

1. ให้ phenobarbital หรือ diazepam เพื่อป้องกันอาการชัก แต่ต้องระวังไม่ให้ในรายที่ขนาดของกลอยที่ได้รับนั้นทำให้เกิดอาการพิษที่ไป ลดการเคลื่อนไหว (motor activity) หรือกดระบบประสาทส่วนกลางแล้ว ยาเหล่านี้อาจไปเสริมฤทธิ์แทนที่จะต้านฤทธิ์ของกลอย
2. หยุดหายใจ อาจแก้โดยใช้ neostigmine
การรักษาด้วยสมุนไพร”รางจืด”
สรรพคุณ รางจืดตามตำรายาไทยกล่าวไว้ว่า “รางจืดรสเย็น ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดงและพิษอื่นๆ ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆ ใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ สารหนู หรือแม้ยาเบื่อประเภทยาสั่ง

แหล่งที่มา :

ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทยสวทช.http://women.sanook.com/health/herbal/herbal_37158.php

http://www.rspg.thaigov.net/plants_data/use/toxic_42.htm

http://www.launsin200.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=200260

ทำนาโยนอินทรีย์ที่ไร่ดินดีใจ


เขียนโดยไร่ดินดีใจ

เขียนเมื่อ ตุลาคม ๒๕๕๒

 

เมื่อเดินเข้าไปในนาข้าว จะมองเห็นข้าวที่แตกกอใหญ่ ขึ้นไม่เป็นระเบียบนัก ไม่เหมือนนาดำทั่วไป แต่ไม่แน่นขนัดอย่างนาหว่าน ในกอเดียวกันข้าวบางต้นออกรวงโน้มต่ำลงมา ในขณะที่บางต้นพึ่งออกรวงพ้นขึ้นมานิดเดียว ที่โคนต้นข้าวมีขุยไส้เดือนอยู่เต็มไปหมด มีผักแว่น ผักบุ้ง ขึ้นแซมอยู่ทั่วไประหว่างกอ สูงขึ้นมาเห็นแมงมุมตัวใหญ่กำลังชักใยจับแมลงอยู่ แมลงปอหลายตัวบินร่อนไปมา มีแมลงต่างๆอยู่ทั่วไป ทั้งแตนเบียน จิงโจ้น้ำ กบ เขียด และงูอ้วนตัวใหญ่ที่เลื้อยตัดหน้าไป ทำให้รู้ได้ทันทีว่าที่นี่เป็นข้าวนาโยนซึ่งผลิตด้วยวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติ

 

ไร่ดินดีใจกับการเรียนรู้และพึ่งตนเองในวิถีธรรมชาติ

 

ที่มาของการหันมาสู่วิถีเกษตรธรรมชาติในไร่ดินดีใจเพราะเคยทำหนังสือและผลิตสื่อในเรื่องของการเผยแพร่ความรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติ เมื่อมีลูกจึงได้ลาออกจากงาน เพราะเราไม่ต้องการจะให้ลูกเติบโตในเมืองที่อยู่กับการวิถีบริโภคที่ไม่มีทางเลือกให้กับชีวิตมากนัก และต้องการที่จะพึ่งพาตนเองในวิถีที่เป็นธรรมชาติ เราจึงมาเริ่มทำไร่ พยายามที่จะบริโภคและใช้ผลผลิตที่เกิดจากการเพาะปลูกเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยลดการบริโภคจากภายนอกให้น้อยที่สุดไปพร้อมๆกับการฟื้นฟูดินที่เป็นที่ไร่เก่าของพ่อกับแม่ที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งแต่เดิมที่ดินผืนนี้เคยผ่านการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีมานาน ด้วยวิธีการเกษตรธรรมชาติ  

เรากลับมาทำไร่ที่บ้าน ตั้งแต่ต้นปี 2547 กินและใช้ผลผลิตที่เกิดจากการเพาะปลูกในไร่ ไปพร้อมๆกับการฟื้นฟูดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพ และน้ำส้มควันไม้ ในการปรับปรุงบำรุงดินและป้องกันศัตรูพืช

ในไร่ของเรามีการแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกไม้ป่า ไม้ผล สมุนไพร ผักพื้นบ้าน ถั่ว งา และอีกส่วนเป็นพื้นที่นาข้าว เราพยายามแปรรูปผลิตผล เพื่อใช้เองในบ้านและพึ่งพาตนเองในเรื่องรายได้โดยการจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้ที่สนใจบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยวิถีธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยใช้พืชพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในไร่ของเรา เช่น มะกรูด ส้มซ่า ใบหมี่ ที่นำมาทำสมุนไพรสระผม ซึ่งปลอดภัยต่อตัวเราและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีธัญพืชต่างๆที่เราเพาะปลูกไร่ ซึ่งใช้บริโภคในครอบครัวและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของไร่ดินดีใจ เรามีงาดำ งาแดง และงาขาวที่เราปลูกเพื่อใช้บริโภค ช่วยกันดูแลและเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานในครอบครัว แล้วนำมาบีบเป็นน้ำมันงา ด้วยเครื่องบีบขนาดเล็กที่ใช้แรงงานของคน โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันปิโตรเลียม ได้น้ำมันสกัดเย็น เรามีผงถั่วเขียวทำความสะอาดผิว จากถั่วเขียวที่เราหว่านในไร่ช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อใช้ทำปุ๋ยพืชสด ส่วนหนึ่งเราเก็บเกี่ยวไว้ทำพันธุ์และบริโภคในครอบครัว อีกส่วนหนึ่งเรานำมาบดเป็นผงด้วยเครื่องบดขนาดเล็ก ร่อนจนได้ผงละเอียดไว้ใช้ทำความสะอาดผิวแทนสบู่ เรามีน้ำหมักชีวภาพที่หมักจากเนื้อมะกรูดและส้มซ่า ที่หมักไว้นาน 3 เดือน เรานำมาใช้ซักผ้า ล้างจาน แทนผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานได้ดี

 

 

การทำนาอินทรีย์ด้วยเทคนิคการโยนของไร่ดินดีใจ

 

เราเลือกที่จะทำนาอินทรีย์เพราะอยากจะปลูกข้าวไว้กินเอง และเชื่อมั่นในวิถีเกษตรธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ นาผืนนี้เป็นนาเก่าแก่ ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ที่แม่ทำมาตั้งแต่เดิมแล้วให้ญาติเช่าเขาทำเป็นนาเคมี ปีละ 2 ครั้ง เราตั้งใจจะทำเป็นนาปี ใช้พันธุ์ข้าวหอมมะลิไว้กินเอง

เลยตั้งใจจะไม่ปลูกข้าวนาปรังเพราะอยากพักผืนดินไว้ให้ฟื้นตัว แต่ญาติที่เคยเช่าทำเสียดายผืนนาที่จะถูกทิ้งไว้เปล่าๆ จะมาทำ เราไม่อยากให้เขามาฉีดยาทำแบบเคมีอีก จึงต้องตัดสินใจทำเอง เป็นการทำนาปรังครั้งแรก เราเลือกที่จะไม่ฉีดคุมและยาฆ่าหญ้า แม้จะมีกระแสคัดค้านจากผู้คนรอบข้าง ทั้งชาวนารอบๆ และญาติๆที่หวังดี ทำให้ข้าวนาปรังปีแรกที่เราทำ มีหญ้าเต็มไปหมด จนใครๆก็ว่าเหมือนทำนาในป่าหญ้า  ด้วยความที่กลัวข้าวจะไม่งาม เราจึงใส่ปุ๋ยขี้ไก่หมัก โดยใช้วิธีหว่านลงในนา ฉีดน้ำหมักชีวภาพ และน้ำส้มควันไม้ร่วมกัน ต้นข้าวสมบูรณ์ดี แต่สูงเลยเข่านิดหน่อย สู้หญ้าไม่ค่อยได้ แต่โชคดีที่เราทำแบบอินทรีย์จึงไม่ประสบกับปัญหาเรื่องโรคและแมลงเหมือนที่นาข้างๆ และแถบนั้นเจอ 

ในวันที่เราเกี่ยวข้าว ชาวนาแถวๆนั้น มาช่วยกันลุ้น ว่าข้าวที่ปลูกในพื้นที่หกไร่ของเราจะได้ข้าวเต็มเกวียนหรือเปล่า แต่ข้าวที่อยู่ในนาที่เต็มไปด้วยหญ้า กลับเก็บเกี่ยวได้ถึงสองเกวียนครึ่ง ชาวนาแถวนั้นรวมทั้งญาติๆและเพื่อนบ้านมาช่วยกันตวงข้าว แล้วก็ซื้อไปเก็บไว้สีกิน ทำให้เราไม่ต้องเข็นข้าวไปขาย เพราะญาติๆและเพื่อนบ้านช่วยกันซื้อกันเกือบหมด จนเราต้องกันส่วนหนึ่งเก็บไว้สีกินเอง เพราะชาวนาแถวนี้เองก็กลัวสารเคมีที่ฉีดกันเองในนาข้าว จนไม่อยากกินข้าวที่ตัวเองปลูก มีญาติคนหนึ่งบอกว่า ปีหน้าจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกข้าวกินเองโดยไม่ฉีดยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง

พอมาถึงการทำนารุ่นที่สอง จากการทำนารุ่นแรก ทำให้เราสรุปบทเรียนจากการทำนารุ่นแรก ว่าจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องหญ้าให้ได้ เพราะการทำนาหว่าน ถ้าไม่ฉีดคุมหญ้าจะไม่สามารถจัดการหญ้าได้ จะทำนาดำก็ไม่ไหว จะจ้างรถดำนาก็ต้องลงทุนสูง พอดีได้ข้อมูลมาจากพี่เต้ย (คุณดิสทัต โรจนาลักษณ์)  ที่แนะนำให้ทำข้าวแบบนาโยน เพราะสามารถแก้ปัญหาเรื่องวัชพืชในนาข้าว เนื่องจากสามารถขังน้ำในนาเพื่อป้องกันเมล็ดหญ้างอก

เมื่อได้พันธุ์ข้าวหอมนิลอินทรีย์มาจากเพื่อนที่ทำนาข้าวอินทรีย์ ทางภาคอีสาน จังหวัดยโสธร และบางส่วนจากเพื่อนที่เครือข่ายอินแปง จังหวัดสกลนคร เราจึงตัดสินใจทำข้าวนาโยน

 

 

โยนข้าว ของกล้วยๆใครๆก็ทำได้

เพราะที่นาอยู่ห่างจากไร่ประมาณ20 กิโลเมตรเราจึงต้องขนกล้าไปนาตั้งแต่เช้า เพื่อไม่ให้กล้าถูกแดดแรงเกินไป วิธีการขนก็ทำได้ง่ายๆ โดยการม้วนถาดกล้าแล้วซ้อนกันเป็นชั้นๆ ได้ประมาณสามชั้น วิธีนี้จะทำให้กล้าไม่ช้ำ ไม่เสียหาย

การโยนเราใช้วิธีการโยนแล้วเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ โดยนำถาดกล้าพลาดไว้ที่แขน แล้วเราถอดกล้าขึ้นมาครั้งละ 5-10 หลุม รากของต้นกล้าก็จะนำตุ้มๆดินติดขึ้นมาจากหลุมด้วย แล้วโยนกล้าขึ้นไปให้สูงท่วมหัว ตุ้มดินซึ่งมีน้ำหนักมากดิ่งลงมาก่อนคล้ายกับร่มชูชีพ แล้วฝังลงไปในดินเลน ทำให้ต้นข้าวตั้งขึ้น เมื่อผ่านไปหนึ่งคืน เราลองดึงกล้าขึ้นมาจะเห็นรากงอกออกมายึดกับเลนแล้ว ต้นกล้าแตกรากดีกว่าการดำ 

การโยน โยนได้ง่ายไม่ยาก สมาชิกในครอบครัวมาก็ช่วยกันโยนข้าว แม่อายุ 70 ปีบอกว่าสบายดีกว่าดำ ไม่ต้องก้มไม่ปวดหลัง แม้แต่ลูกสาวอายุ 4 ขวบ ก็สามารถโยนได้ และสนุกกับการทำนามากๆ เมื่อโยนใหม่ๆ เรายังกะระยะไม่ค่อยได้ ข้าวจึงกระจายเป็นหย่อมๆ เมื่อโยนชำนาญพอ กล้าจะตกลงกระจายสวยงาม ค่อนข้างจะพอดี ตุ้มกล้าที่โยนเมื่อตกลงในเลนแล้วตั้งต้นสวยงามดี

 

ปัญหาในนาโยน

 

ปัญหาและอุปสรรคที่เราพบคือ ในขั้นตอนการเพาะกล้าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ต้องระวังอย่าให้มีเมล็ดข้าวค้างอยู่ตามขอบหลุม จะทำให้รากของต้นกล้างอกข้ามหลุม จะทำให้ตุ้มบางส่วนพันกันตอนอยู่ในถาดเพาะ เมื่อโยนแล้วไม่กระจายแต่ตกลงเป็นกลุ่ม ทำให้ต้องเสียเวลามากในการแยกตุ้มกล้าที่รากพันกันอยู่ออก

ถ้าเลนที่ตีเทือกไว้สูงต่ำไม่เท่ากัน บริเวณไหนที่ต่ำมาก น้ำจะขังสูงกว่า เมื่อโยนข้าว ตุ้มจะฝังลงไปในดินเลนไม่ค่อยดี และกล้าบางส่วนจมมิดลงไปในน้ำ และกล้าบางส่วนระลอยขึ้นมา

และสิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรโยนกล้าในช่วงที่มีมรสุมเข้า ในช่วงที่เราโยนข้าวนั้น มีฝนตกหนักมาก เราระบายน้ำออกจากนาได้ไม่ทัน ทำให้มีน้ำขังสูง ทำให้กล้าบางส่วนลอยน้ำขึ้นมา และบางส่วนจมอยู่ในน้ำ ถ้านานเกินไปทำให้ข้าวของเสียหายได้

ข้าวนาโยน เติบโตดีและแข็งแรงมาก

 

ระเวลาหลังจากการโยนแค่ 3 วันเท่านั้นต้นข้าวก็ออกรากลงดินและตั้งตัวได้อย่างมั่นคง สามารถทนต่อทุกสภาพอากาศ แม้จะมีมรสุม ฝนตกหนัก รากก็จะยึดอยู่ในดินได้ ต้นข้าวจะไม่ลอย

เพราะปีนี้เราเตรียมดินไว้ดี ในประมาณสัปดาห์ที่สองหลังการโยน ข้าวที่โยนแตกกอสวย แข็งแรง การที่ต้นข้าวไม่เบียดกัน ทำให้มีพื้นที่ในการเจริญเติบโต แตกกอ และไม่มีโรคมากเหมือนการทำนาหว่าน ในระหว่างกอมีไส้เดือนมาขุดดินเป็นขุยอยู่ที่โคนต้นข้าว  มีปู ปลา กบ เขียด และงู มาอาศัยอยู่ได้ในนา และมีพื้นที่ให้ผักต่างๆขึ้นแทรกอยู่ในนา หาเก็บกินได้อย่างสบายใจ

ทั้งๆที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย แต่ข้าวของเราก็เจริญเติบโต แตกกอดี สีเขียวเข้มสวย ไปจนกระทั่งออกรวงก็ยังไม่เจอปัญหาอะไร แต่ในพื้นที่รอบๆมีปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ที่นาข้างๆที่ทำเกษตรเคมีข้าวแห้งตายเป็นหย่อมๆ ในนาของเราที่ไม่ได้ใช้สารเคมี มีแมลงต่างๆอยู่เต็ม ทั้งแมงมุม แมลงปอ จิงโจ้น้ำ แตนเบียน และแมลงวันตาโต ซึ่งเป็นศัตรูตามธรรมชาติของเพลี้ย

เมื่อนาข้างๆรีบเกี่ยวข้าวหนีเพลี้ยระบาด ทำให้ในนาของเรามีเพลี้ยกระโดดลงรอบๆ แต่ไม่ได้ระบาดเข้าไปในนามาก ข้าวที่อยู่ตามริมนา ถูกมันดูดน้ำเลี้ยงต้นข้าวจนใบเหลือง รวงที่ออกก่อนลีบเบาไม่มีน้ำหนัก เราจึงตัดสินใจหว่านบอระเพ็ดที่สับละเอียดลงไปในนา แล้วฉีดน้ำส้มควันไม้และน้ำหมักชีวภาพจากมะกรูดเพื่อป้องกันมันลุกลามเข้าไปมากกว่านี้

หลังจากนั้น ข้าวเริ่มออกรวงมากขึ้น รวงข้าวที่ออกใหม่ รวงใหญ่ สวยงาม มีน้ำหนักดี ปีนี้คงได้ข้าวดีพอใช้ได้ ทำให้เราเริ่มมั่นใจในวิถีเกษตรธรรมชาติที่สามารถต้านทานปัญหาที่พบได้ในเกือบทุกรูปแบบ การทำข้าวนาโยนจึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีการทำเกษตรธรรมชาติแบบที่ไม่ต้องการใช้สารเคมีในแปลงนา  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กำพล กาหลง  ไร่ดินดีใจ 95 หมู่ 8 ตำบลเขากวางทอง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี 61110 โทร.086-0598939

Email: raidindeejai@gmail.com

หรือที่ website : http://www.raidindeejai.org

 

 

 

 

เทคนิคการทำข้าวนาโยนของไร่ดินดีใจ

เราใช้ถาดเพราะข้าวจำนวน 70 ถาดต่อไร่ต่อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก5 กิโลกรัม

1 เริ่มจากเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า โดยร่อนดินเพื่อกำจัดเมล็ดวัชพืช เศษหญ้า และเศษหินออก

2 หลังจากนั้นเราขังน้ำไว้ในนาแล้วไถกลบฟางข้าว รอจนซังข้าวเปื่อยเน่าซึ่งใช้เวลาประมาณ10-     

   15 วัน

3 จากนั้นเราปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกันเพื่อใช้วางถาดเพราะกล้าทั้งหมด

4 เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก โดยนำมาแช่น้ำที่ผสมน้ำหมักชีวภาพและน้ำส้มควันไม้ไว้ 1 วัน จากนั้นนำมาบ่มในกระสอบป่าน รดน้ำให้ชุ่มทิ้ง 1 คืน จะเห็นเมล็ดข้าวงอกหน่ออ่อนๆเล็กน้อย

5 เรานำดินที่เตรียมไว้ มาแช่น้ำแล้วเราขยำให้เป็นดินเลน

6 เราวางถาดเพาะกล้าเป็นแถวๆติดๆกันเป็นแนวยาว  แล้วเว้นช่องว่างระว่างแถวไว้เพื่อให้เราเข้าไปทำงานสะดวก คล้ายๆกับการแปลงผัก

7 โดยนำดินเลนมาใส่ในถาดเพาะ แล้วใช้มือปาดดินเลนให้ลงหลุมจนเกือบเต็ม

8 หว่านเมล็ดข้าวลงไปในถาด ให้เมล็ดกระจายทั่วๆกัน จากนั้นเราใช้ไม้กวาดอ่อนกวาดเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ลงหลุม อย่าให้เมล็ดข้าวค้างอยู่ตามปากหลุม(เพื่อป้องกันไม่ให้รากของต้นข้าวงอกข้ามหลุม ทำให้ตุ้มพันกัน จะทำให้มีปัญหาในขั้นตอนดึงข้าวออกมาจากถาด เพราะรากกล้าจะพันกันยุ่ง ทำให้เวลาโยนแล้วข้าวไม่แตกกระจาย)

9 จากนั้นใช้แสลนคลุมปิดไว้เพื่อบังแดด รักษาความชื้นในดิน และป้องกันไม่ให้ดินและเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายตอนรดน้ำ แล้วหมั่นรดน้ำด้วยฝักบัวให้ดินเปียกอยู่เสมอ เพราะกล้าข้าวต้องการความชื้นที่มากพอสำหรับการงอก เมื่อครบ 3 วัน ต้นกล้าจะขึ้นเขียวเป็นต้นเล็กๆ ก็นำแสลนออกได้ แล้วหมั่นรดด้วยฝักบัวน้ำ เช้า- กลางวัน – เย็น หรือถ้าต้นกล้าเหี่ยวจะรดน้ำบ่อยกว่านั้นก็ได้

10 เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 12 – 15 วัน เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการนำไปโยน (แต่ถ้าโยนไม่ทัน ต้นกล้าอายุมากกว่านั้นก็ยังสามารถนำไปโยนได้)

11 เราจึงเตรียมพื้นที่นาสำหรับการโยนข้าว โดยการตีเลนให้เละและลู่ให้เรียบ เหมือนกับการเตรียมนาหว่านน้ำตม เพียงแต่เราไม่ต้องระบายน้ำออก ให้น้ำอยู่ที่ระดับพอท่วมหลังปู เมื่อในนามีน้ำพอเหมาะ เราจึงไปโยนข้าวกัน

12 ก่อนโยนต้องงดให้น้ำกล้าหนึ่งวันเพื่อสะดวกในการถอนกล้า การโยนข้าวต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งถึงสองวัน ไม่อย่างนั้นเลนที่ตีไว้จะนอนก้นในนาและไม่สามารถรองรับตุ้มกล้าที่โยนลงไปให้ตั้งได้ (แต่ถ้าเลนในนาของใครดี จะนอนก้นช้าสามารถอยู่ได้นานกว่านั้นประมาณสามถึงสี่วัน)

 

 

 

 

 

กิจกรรมตามฤดูกาลของไร่ดินดีใจ


กิจกรรมตามฤดูกาลของไร่ดินดีใจ

ในไร่ของเรามีกิจกรรมเกษตรตามฤดูกาล การพึ่งตนเอง แปรรูป และการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ

 

เรื่องวิถีชีวิต การกิน การอยู่ การพึ่งตนเองและอาหารจากธรรมชาติ การหุงข้าวเตาถ่าน เตาฟืน เผาถ่านใช้เอง การทำอาหารจากผักพื้นบ้าน อาหารจากเผือกมัน การวางแผนการเพาะปลูกเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต

เรียนรู้วิถีชาวนา การทำนาโยน สีข้าว กินข้าวใหม่ วํฒนธรรมเกี่ยวกับการทำนา

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวไร่ เกี่ยวงา เก็บถั่ว การดูแลฟาร์ม การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เองในไร่นา

การพึ่งตนเอง การแปรรูป ทำน้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว แชมพูมะกรูด ผงถั่วเขียว สบู่

การดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ล้างพิษ อาบน้ำแร่ที่บ่อน้ำพุร้อนสมอทอด(ข้บรถประมาณ ๒๐ นาที)

ขี่จักรยานเที่ยวภูเขา มีแหล่งท่องเที่ยวนิเวศป่าดึกดำบรรพ์ที่หุบป่าตาด และดูภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เขาปลาร้า

ช่วงเวลาของกิจกรรมการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล ของไร่ดินดีใจ

 

กรกฎาคม  มีงานเก็บเกี่ยวในไร่ เป็นช่วงเก็บเกี่ยวถั่วเขียว จนถึงปลายเดือน เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวงา มีกิจกรรมการเกี่ยวงา ตากงา เคาะงา และบีบน้ำมันงา

และทำนาปี  ด้วยวิธีการโยนข้าว

เดือนสิงหาคม เป็นช่วงของการแปรรูป มีกิจกรรมการแปรรูป ทำแชมพู ผงถั่วเขียวทำความสะอาดผิว และเป็นฤดูกาลของการเริ่มทำไร่ หว่านงา หว่านถั่วเขียว และการทำนาเก็บพันธุ์ข้าว เป็นนาโยน

กันยายน เพาะกล้าข้าวสำหรับทำนารุ่นที่สอง (นาปรัง) และทำนาด้วยวิธีการโยนข้าว

กลางเดือนตุลาคม รับขวัญท้องข้าว สำหรับนาปี

ปลายเดือนพฤศจิกายน ทำบุญลาน เกี่ยวข้าวนาปี

ต้นเดือนมกราคม เกี่ยวข้าวนาปรัง

ในช่วงที่ว่างจากกิจกรรมในไร่นาจะมีเรื่องการทำอาหารเพื่อสุขภาพในวิถีธรรมชาติ ตามฤดูกาลที่เหมาะสม เช่น ช่วงต้นฤดูฝนมีผักพื้นบ้านกินใบ ช่วงฤดูแล้งมีพวกพืชหัวอย่างเผือก มัน  ฤดูหนาวมีอาหารตามฤดูกาลอย่างดอกงิ้ว สะเดา เป็นต้น

ตารางกิจกรรมในช่วงสามเดือนของไร่ดินดีใจ

 มิถุนายน กิจกรรมในสวนสัปดาห์แรกของเดือน

ปลูกผักพื้นบ้าน ถั่ว กระเจี๊ยบ พริก มะกรูด

กิจกรรมในนา 13 – 16  พิธีไหว้เจ้านา โยนข้าวนาปรัง

23 – 26 เพาะกล้าสำหรับนาโยน ในถาดเพาะกล้า

 

กิจกรรมในไร่สัปดาห์แรกของเดือน

ฉีดน้ำหมักชีวภาพในไร่

เรียนรู้การพึ่งตนเอง 

สัปดาห์ที่สองของเดือนทำแชมพูมะกรูด บดถั่วเขียว บีบน้ำมันงา

กรกฏาคม   9 -17 กิจกรรมทำนาปีโยนข้าว

23 – 24 เพาะกล้าทำนาเก็บพันธุ์ข้าว

เก็บถั่ว เกี่ยวงา ตากงา เคาะงา  ตลอดเดือนแชมพูมะกรูด บดถั่วเขียว บีบน้ำมันงา  
 สิงหาคม    12 – 14 ทำนาแปลงเล็กๆสำหรับเก็บทำพันธุ์ข้าว  21 หว่านงารอบสอง  ตลอดเดือน

แชมพูมะกรูด บดถั่วเขียว บีบน้ำมันงา

 
                   
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.