การเดินทางของน้ำมันงา


จากเมล็ดงาอินทรีย์ที่เราหว่านและเก็บเกี่ยวจากในไร่ด้วยวิธีการเกษตร ธรรมชาติ นำมาบีบน้ำมันด้วยเครื่องบีบที่ใช้แรงคน ไม่ผ่านความร้อน จนได้น้ำมันงาบริสุทธิ์อินทรีย์ Extra virgin Organic Sesame Oil

 

น้ำมันงาเป็นอีกผลผลิตหนึ่งของไร่ดินดีใจ ในการที่จะพึ่งพาตนเอง เราแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกงาเพื่อใช้บริโภค ด้วยแรงงานในครอบครัว เราหว่านดูแลจนออกดอก ติดฝัก ช่วยกันเก็บเกี่ยวและบีบด้วยเครื่องหีบขนาดเล็กที่ใช้แรงงานของคนโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้า น้ำมันงาที่หีบได้จึงเป็นน้ำมันงาสกัดเย็น Cold Press Oil

ซึ่งเรานำมาใช้ในการปรุงอาหาร บำรุงผิว ทากันแดด นวดตัว แทนการใช้ครีมบำรุงผิวหรือโลชั่นได้ดี เหมาะสำหรับบำรุงเส้นผมและผิวพรรณ ดีสำหรับเด็กและผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะเป็นของธรรมชาติ เหมาะสำหรับทารักษาผื่นแพ้ผ้าอ้อมของทารก ทากันแดดช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือชุบสำลีทาลดริ้วรอยบริเวณใบหน้า ใช้หมักผมทำให้ผมดำเป็นมันวาว ไม่แห้งแตกปลาย แก้ปัญหาผมร่วง และเป็นน้ำมันสำหรับทำ Oil Pulling

สรรพคุณของน้ำมันงา
คนโบราณนิยมใช้น้ำมันงาในการรักษาตัวเองมานานหลายพันปีมาแล้ว ทั้งในประเทศอินเดียและจีน สรรพคุณต่างๆที่รวบรวมได้มีดังนี้
1. มีสรรพคุณต้านแบคทีเรีย รา และไวรัส
2. สามารถลดการอักเสบ
3. มีรายงานการทดลองว่าสามารถทำให้หลอดเลือดแดงดีขึ้น ลดการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด (Atherosclerosis)
4. ใช้กับโรคเรื้อรัง เช่น ตับอักเสบ เบาหวาน และปวดศีรษะเรื้อรัง
5. ในการศึกษาทดสอบในห้องปฏิบัติการ น้ำมันงาสามารถสกัดการเติบโตของเซลล์มะเร็งผิวหนัง (malignant melanoma) และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจเป็นเพราะมีกรด linoleic ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น (EFA)
6. มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเมื่อซึมซับลงไปใต้ผิวหนังแล้วจะทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น จึงมีสรรพคุณต้านการเกิดมะเร็งด้วย
7. เมื่อเข้าสู่หลอดเลือดจะช่วยลดจำนวนไลโปโปรตีนชนิดเบา (LDL) ในหลอดเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
8. น้ำมันงาช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ให้เป็นปกติ
9. ภายในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่เซลล์บางชนิดใช้ไขมันแทนน้ำตาล น้ำมันงาจะเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับเซลล์เหล่านี้
10. เมื่อใช้กลั้วคอและบ้วนปากจะลดเชื้อที่ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ เชื้อก่อโรคเจ็บคอ และเชื้อหวัด
11. ใช้หยอดจมูก (1-2 หยด) เมื่อเป็นไซนัสพบว่าได้ผลดี
12. ใช้ทาผิวผู้เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือเรื้อนกวาง (Psoriasis) และผู้มีผิวแห้ง
13. ใช้ทาผิวและเคลือบเส้นผมเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดและลม
14. เมื่อทาผิวหนังจะช่วยจับสารพิษชนิดละลายน้ำได้ และเมื่อล้างหรืออาบน้ำ สารพิษที่จับไว้ก็จะหลุดไป น้ำมันงาจะช่วยจับสารพิษในกระแสเลือดเช่นเดียวกัน และนำไปสู่การขจัดออกจากร่างกายต่อไป
15. เมื่อใช้ทาผมและนวดศีรษะจะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้ง และช่วยรักษาเหาในกรณีที่เด็กติดเหา
16. การทาน้ำมันงานอกจากจะทำให้ผิวนุ่มแล้วจะช่วยรักษาแผลเล็กน้อยได้ เมื่อใช้เป็นน้ำมันนวดให้ใช้ทาแขนขาในลักษณะขึ้นลงและใช้วิธีคลึงเป็นวงกลม รอบๆ ข้อต่อ เพื่อกระตุ้นพลังธรรมชาติของข้อ ช่วยลดอาการปวดตามข้อได้ ชาวธิเบตใช้หยดจมูกข้างละ 1 หยดเพื่อช่วยให้นอนหลับ และลดความกระวนกระวาย
17. ใช้ทาผิวหน้าจะทำให้ผิวตึงขึ้น เมื่อทาบริเวณจมูกจะทำให้รูขุมขนไม่ให้เปิดมากไป ป้องกันการแก่ตัวของผิวหน้า ใช้ได้ดีแม้กับวัยรุ่นซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางอื่นๆ เลย
18. ใช้ทาให้ทั่วตัวก่อนว่ายน้ำเพื่อป้องกันการเกิดระคายเคือง จากสารคลอรีนที่ผสมไว้ในสระว่ายน้ำ น้ำมันงาดูดซึมเร็วไม่ติดค้างอยู่บนผิว
19. สำหรับผู้ต้องรับการรักษาด้วยการฉายรังสี น้ำมันงาจะช่วยบรรเทาอันตรายจากออกซิเจนอิสระที่เกิดจากการรักษาชนิดนี้
20. ผสมน้ำชำระส่วนปกปิดจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน (Vaginal yeast infections) และเนื่องจากน้ำมันงามีสารที่มีผลคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงมีผู้ใช้ทาเฉพาะที่เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลง เช่นการเกิดการบางตัวของผิวที่อาจทำให้มีอาการระคายเคืองเมื่อฮอร์โมนหญิงลด ลง ชาวอินเดียใช้ทาหน้าท้องเมื่อปวดประจำเดือน
21. สำหรับทารกน้ำมันงาจะช่วยป้องกันการเกิดการระคาย เกิดผื่นแดงที่ผิวจากปัสสาวะและความอับชื้น (rash) เมื่อใช้ทาผิวบริเวณจมูกและหูจะช่วยป้องกันโรคผิวหนังที่อาจเกิดบริเวณเหล่า นี้ สำหรับเด็กที่เป็นหวัดและติดหวัดบ่อย ใช้น้ำมันงาเช็ดภายในผนังจมูกเล็กน้อยจะช่วยลดการติดเชื้อที่มาเข้าสู่ร่าง กายได้
22. มีผลในการระบายท้อง (Laxative) โดยจิบเพียง 1 ช้อนชาก่อนนอน อาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูก แต่อย่าใช้ขณะท้องร่วง
หมายเหตุ
น้ำมัน งาที่หีบโดยวิธีไม่ใช้ความร้อนจะมีสีเหลืองใสออกเขียวเล็กน้อย และมีกลิ่นอ่อน ไม่ควรใช้กินมากกว่า 10% ของจำนวนแคลอรี่ต่อวันหนึ่งๆ หากมีอาการแพ้ควรงดใช้ เช่นเดียวกับอาหารและน้ำมันอื่นๆ
เคล็ด(ไม่)ลับกับน้ำมันงา
• ใช้น้ำมันงาประกอบอาหารรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัว หลอดเลือดหัวใจตีบตัน และอาการท้องผูก
• น้ำมันงา ใช้ลดการหมักหมมในช่องท้อง โดยทานน้ำมันงาดิบ ๆ 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ ขณะท้องว่าง เพื่อให้ลำไส้ขับสิ่งที่หมักหมมอยู่ออกไป
• น้ำมันงา ใช้ทาผมจะทำให้ผมดำเป็นมันวาว ไม่แห้งแตกปลาย และใช้ทาผิว เพื่อให้ความชุ่มชื้น ลดรอยหยาบกร้าน ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง
• น้ำมันงาใส่ขิง ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย โดยใช้ขิงสดขูดละเอียดผสมกับน้ำมันงาในปริมาณเท่ากัน จุ่มผ้าฝ้ายลงในส่วนผสมนี้ นำมาถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย
• ใช้กระเทียมสับผสมน้ำมันงา รักษาโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน เรื้อนกวาง ทาบริเวณที่มีอาการ
• น้ำมันงาผสมน้ำปูนใส ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากน้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดี ใช้น้ำมันงา 1 ส่วน น้ำปูนใส 1 ส่วน ตีให้เข้ากันจนเป็นครีมขาว เอาผ้าขาวบางที่สะอาดจุ่มแล้วแปะไว้บริเวณที่เป็นแผล
• แก้ปัญหาผมร่วง ใช้น้ำมันงาเคี่ยว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาทาบริเวณที่ผมร่วง วันละหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งผมเริ่มขึ้น
• น้ำมันงา ใช้นวดบรรเทาอาการช้ำบวม ให้ทาน้ำมันงาแล้วนวดเบา ๆ รอบ ๆ บริเวณ จะทำให้ตรงที่ช้ำบวมหายเร็วขึ้น
• เป็นหวัด แพ้อากาศ ให้รับประทานงาเป็นประจำ (ทานช่วงเช้า ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) จะทำให้หายใจโล่ง อาการดีขึ้น
• ฤทธิ์ระบายท้องของงา ช่วยลดอาการอักเสบของหัวริดสีดวง ช่วยห้ามเลือดจากหัวริดสีดวง และน้ำมันงายังใช้ทาหัวริดสีดวง แก้ริดสีดวงอักเสบได้ด้วย
Tips
ใช้น้ำมันงาดิบนวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก ทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์ เนื่องจากน้ำมันงาดิบสามารถซึมผ่านผิวได้ทุกชั้น
สำหรับผู้ที่เป็นไซนัส ใช้มันงาดิบหยอดจมูก 1-2 หยด จะได้ผลดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.วีณา เชิดบุญชาติ , งาและน้ำมันงา
เฉลียว ปิยะชน. อายุรเวช วิถีสู่สุขภาพตามธรรมชาติ. กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์ดี จำกัด, 2539.
พัชรี กวนใจ. “น้ำมันงา ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไต” ใน หมู่บ้านไท. ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 เดือนสิงหาคม 2543. (หน้า 20-22)
หยาดฝน. ” ‘อีดงา’ การสกัดน้ำมันงาแบบพื้นบ้าน” ใน กรีนเนท. ปีที่ 3 ฉบับที่ 9 เดือนตุลาคม 2543. (หน้า7-9)
http://www.school.net.th/library/snet4/june22/sesame.htm 26/1/2546

เขียนโดย Banraidindeejai

Advertisements

ทำไมต้องใช้ยาสระผมสูตรธรรมชาติ?


ขนาด 450 มิลลิลิตร


แชมพูทั่วไปมีส่วนผสมของอะไรบ้าง

 

ส่วนประกอบหลักของแชมพูและสารทำความสะอาดต่างๆในปัจจุบันมาจากสารซักฟอก (detergent) ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ตัวอย่างเช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate ) สารนี้มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้หากเข้าสู่ร่างกายของเรา และไม่สามารถขับถ่ายออกได้หมดจะเกิดการตกค้างสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต และกระแสเลือด และอาจก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ อย่างเช่นมะเร็ง[1] ซึ่งสารซักฟอกเหล่านี้จะไปล้างไขมันธรรมชาติที่ช่วยเคลือบผมและหนังศีรษะจนหมด เมื่อไขมันที่เคลือบเส้นผมและหนังศีรษะถูกล้างไปจนหมด ต่อมน้ำมันธรรมชาติจะสร้างน้ำมันมาโชลมเส้นผมมากขึ้น ยิ่งสระผมบ่อย ต่อมน้ำมันก็จะผลิตน้ำมันออกมามากจนผมมันเยิ้มไปหมด เราก็ยิ่งสระผมบ่อยขึ้น จนนานเข้าหนังศีรษะและตุ่มรากผมก็เสียสมดุล รากผมไม่แข็งแรง และหลุดร่วงได้ง่าย  หนังศีรษะแห้งเป็นเกล็ด เกิดเป็นรังแค

ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงสารเคมีเหล่านี้ และหันกลับไปใช้แชมพูธรรมชาติ โดยวิธีที่ดีที่สุดคือการทำแชมพูใช้เองโดยใช้สมุนไพรธรรมชาติ

สมุนไพรที่คนโบราณนำมาใช้ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะนั้น เป็นสมุนไพรใกล้ตัวปลูกไว้ริมรั้วบ้าน หาได้ง่าย นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น

มะกรูด ทำให้ผมนิ่มสลวย
ขิงแก่ บรรเทาอาการผมร่วง
ใบหมี่ ช่วยให้ผมขึ้นดกดำ
เสลดพังพอน แก้พิษแพ้ต่างๆ
ใบบัวบก บำรุงรากผม กระตุ้นการงอกของผม
ประคำดีควาย แก้ชันตุ แก้รังแค แก้เชื้อรา (ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ประจำ ใช้เมื่อมีปัญหา และเลิกใช้เมื่อหายดีแล้ว)
กะเม็ง บำรุงรากผม
เถาตำลึง, ตะไคร้ แก้ผมแตกปลาย
มะรุมทั้งห้า ช่วยรักษาหนังศีรษะและรังแค

สมุนไพรที่ใช้ในการดูแลสุขภาพผมและหนังศีรษะ ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายมีอยู่ทั่วไปราคาถูก ที่ใช้บ่อย ได้แก่

 

น้ำซาวข้าว

ในอดีตคนไทยโบราณมีการใช้ “น้ำซาวข้าว” มาสระผม ซึ่งจะช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่น ไม่เป็นรังแค และมีกลิ่นหอมของน้ำซาวข้าว

ถ้าจะให้ดีให้ใช้น้ำซาวข้าวที่เก็บไว้หลายวันหรือที่เรียกว่า “น้ำมวกส้ม” ซึ่งเมื่อนำมาสระผมจะทำให้ผมเป็นเงางามกว่าน้ำซาวข้าวธรรมดา และยังใช้สระผมร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นได้ อีกหลายตำรับ ไม่ว่าจะเป็นยาสระผมน้ำซาวข้าวใบหมี่ ตำรับยาสระผมมะกรูดและน้ำข้าวกล้องปั่น ตำรับของสาวภูไท นอกจากนี้รำข้าวยังช่วยปลูกผมได้อีกด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ช่วยให้คนพึ่งตัวเองได้

 

มะกรูด

ชื่ออื่น :

มะกรูด มะหูด (หนองคาย) ส้มมั่วผี (ภาคใต้)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Citrus hystrix  DC.

สรรพคุณ :

การใช้มะกรูดสระผมน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีการสระ บ้างก็ใช้ผลดิบผ่าแล้วบีบน้ำสระโดยตรง บ้างก็นำไปเผา หรือต้มก่อนสระ มะกรูดยังมีใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนไว้ ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยประกอบในพิธีด้วย เข้าใจว่าน่าจะใช้เพื่อการสระผมนั่นเอง น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยว มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยปรับสภาพหนังศีรษะ ช่วยปรับค่า pH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพู อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย ด้วยองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่น ๆ ผิวของมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค

น้ำมันมะกรูดที่มีในผิวมะกรูดจะไปซ่อมชั้นเคอราตินให้เป็นมันเงา  ผมมีน้ำหนัก น้ำมะกรูดช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะและขจัดรังแคไปในตัว

วิธีใช้ : นำผลของมะกรูดปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งนำผลมะกรูดที่ผ่าครึ่งถูบริเวณศีรษะ หรือนำไปผสมกับน้ำอุ่น เมื่อสระผมเสร็จแล้วเอาน้ำมะกรูดสระซ้ำ โดยใช้มะกรูดครึ่งซึกขยี้ไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยให้ผมสะอาด น้ำมันหอมระเหยจะทำให้ผมชุ่มชื้นเป็นเงางามและจัดทรงง่าย

ใบหมี่

ใบหมี่เป็นหนึ่งในพืชเหล่านี้ที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอาง ทำให้ผมนุ่มสลวยเป็นเงางาม ช่วยให้ผมขึ้นดกดำ
ข้อมูลทั่วไปของใบหมี่
                ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysaccharide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก), เส่ปึยขู้ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน), หมูเหม็น (แพร่) ในภาคกลางว่า อีเหม็น (กาญจนบุรี), อีเหม็น(ราชบุรี) ในภาคตะวันออกว่า กำปรนบาย (จันทบุรี), หมูทะลวง, มะเย้อ (ชลบุรี),ยุบเหยา, หมีเหม็น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า มี่ (อุดรธานี) ในภาคใต้ว่า ทังบวน (ปัตตานี), มือเบาะ (มลายู, ยะลา), ม้น(ตรัง) ใบหมี่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Litsea glutinosa (Lour.) C.B. Rob., L. sebifera Blume, L. Chinensis Lam. แต่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ และอยู่ในวงศ์ LAURACEAE
                ใบ หมี่เป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบกลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ด้านล่างมีขน ก้านใบยาว มีขน ดอกช่อซี่ร่มออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกตัวผู้มีประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปลงเหลือ 1-2 กลีบ หรือไม่มีเลย รูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรตัวผู้มี 9-20 อัน ช่อดอกตัวเมียกลีบรวมลดรูปเหลือเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี ผลสดรูปทรงกลมเมื่อสุกสีม่วงเข้ม ผิวมันส่วนที่ใช้ประโยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ รากแก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก4 ส่วน ข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ รากแก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้นใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก  แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่างๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ
สารสำคัญและการศึกษาฤทธิ์ในด้านต่างๆ ของใบหมี่
                สารสำคัญที่มีในใบหมี่ ได้แก่ actinodaphnine, boldine, iso-boldine, laurelliptine, N-acetyl- laurelliptine, laruotetanine, N-acetyl-laurotetanine, N-methyl-laurotetanine, liriodenine, Litsea arabinoxylan PPS,  litseferine, polysaccharide, reticulineและ sebiferine

มะคำดีควาย (ประคำดีควาย)

ชื่ออื่น :

ส้มป่อยเทศ (ภาคเหนือ) มะชัก ชะแช ชะเหล่เด่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Sapindus rark A.DC.

สรรพคุณ :

ใช้ผล มีรสขม แก้ชันตุ แก้รังแค

วิธีใช้ : ใช้ผลมะคำดีควายทุบพอแหลก ต้มในน้ำให้เดือด นำน้ำที่ได้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค แก้โรคชันตุ แต่ต้องระวังอย่าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะประคำดีควายมีฤทธิ์แรง ควรหยุดใช้เมื่อหมดปัญหา

ว่านหางจระเข้

ชื่ออื่น :

ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Aloe barbadensis Mill.

สรรพคุณ :

วุ้นในใบว่านหางจระเข้ที่แก่มีสาร Aloeemodin, Aloesin, Aloin ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ วุ้นในใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย

วิธีใช้ : นำว่านหางจระเข้ที่แก่มาปอกเปลือก เอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้น นำมาบดแล้วเอาวุ้นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เวลาสระผมหยดน้ำวุ้นจากว่านหางจระเข้ขยี้ผมให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ช่วยลดอาการคัน

ดอกอัญชัน

ชื่ออื่น :

แดงชัน (เชียงใหม่) เอื้องชัน (ภาคเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :

Clitoria ternatea Linn.

สรรพคุณ :

ใช้กลีบดอกสด ตำให้ละเอียด นำน้ำที่ได้ชะโลมผม จะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม

วิธีใช้ : ใช้กลีบดอกสดของดอกอัญชันตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ กรองกากออก นำน้ำที่ได้ชะโลมผมทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผมดำเป็นเงางาม ในสมัยก่อนคนชอบนำดอกอัญชันสดมาเขียนคิ้วเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะทำให้คิ้วดก และดำ

สูตรสมุนไพรสำหรับผม

สูตรยาสระผมสมัยคุณตา คุณยาย

 

ใช้น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย มะกรูดประมาณ 3 – 4 ลูก นำมาเผาจนนิ่มดีแล้ว  เอามาขยำกับน้ำซาวข้าว ทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาน้ำมาสระผม หมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที สูตรนี้จะทำให้เส้นผมมีสุขภาพดี ช่วยปรับสภาพหนังศรีษะให้เป็นกลางและรักษาแผลบนหนังศรีษะ ป้องกันและขจัดรังแคไปในตัว

แก้ปัญหาผมร่วง

ใช้ขิงแก่นำมาบดแล้ว ห่อด้วยผ้าขาวบาง นำเอาไปอบหรือนึ่งจนร้อน นำห่อขิงมาคลึงที่หนังศีรษะให้ทั่วเป็นเวลานานประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยกระตุ้นรากผมให้แข็งแรง และเส้นผมไม่หลุดร่วง

ผมร่วงจากเชื้อรา

ใบทองพันชั่ง ใบทองพันชั่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา หลังสระผมให้สะอาดด้วยมะกรูดเผาผสมกับน้ำซาวข้าว เอาใบทองพันชั่งตำจนละเอียดผสมน้ำพอเหนียว นำไปพอกบริเวณศีรษะที่ผมร่วง ให้ใช้ผ้าคลุมไว้ที่ศีรษะหนึ่งคืน แล้วล้างออก ทำติดต่อกัน 15-30 วัน

น้ำมันงาบริสุทธิ์ น้ำมันงามีสรรพคุณด้านแบคทีเรีย รา และไวรัส สามารถแก้การอักเสบ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการคัน ช่วยบำรุงและเคลือบเส้นผม ป้องกันการแก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนัง กระตุ้นการงอกของเส้นผม และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ ใช้น้ำมันงานำมาทาบริเวณที่ผมร่วง วันละหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งผมเริ่มขึ้น

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศรีษะ เพราะมีสารปฏิชีวนะ (จากโนโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินนอลในวิตามินอี) สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตชัว และไวรัส ช่วยปรับสภาพผม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี ช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนของเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะกับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก

 

ผมแห้งแตกปลาย

ใช้ต้นตะไคร้สดๆ 2-3 ต้น ตำให้ละเอียด บีบน้ำออก (ถ้ามีน้ำน้อยให้เติมน้ำลงไปพอให้คั้นน้ำได้) กรอง นำน้ำที่ได้มานวดผม หลังจากสระผมเสร็จแล้ว ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วสระผมด้วยน้ำสะอาดทำทุกครั้งที่สระผม ประมาณ 2 เดือน ผมจะกลับเป็นปกติ

ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงาบริสุทธิ์ ทาให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วนวดก่อนสระผม ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ประมาณ 2-4 อาทิตย์

 

ที่มา :

  1. ข่าวสารการแพทย์แผนไทย ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2543
  2. บทความ “เรียนรู้แชมพูในท้องตลาด” คมสัน หุตะแพทย์ หนังสือผมสวยด้วยแชมพูธรรมชาติ  สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ พฤศจิกายน 2549
  3. เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ 379 หน้า.
  4. สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ. ผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการผักพื้นบ้านอาหารธรรมชาติอีสาน ครั้งที่ 2. 177 หน้า.
  5. สรุปประชุมวิชาการ เรื่อง “บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม”โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา  เรียบเรียงโดย กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทย

[1] จากบทความ “เรียนรู้แชมพูในท้องตลาด” คมสัน หุตะแพทย์ หนังสือผมสวยด้วยแชมพูธรรมชาติ  สำนักพิมพ์เกษตรกรรมธรรมชาติ พฤศจิกายน 2549

เรื่องราวของไร่ดินดีใจ


ไร่ดินดีใจ เรียนรู้และพึ่งพาตนเองในวิถีธรรมชาติ

ไร่ดินดีใจ เป็นการทดลองใช้ชีวิตในแบบที่เลือก ได้พอใจที่จะอยู่ภายในวิถีชีวิตที่ไม่ได้ถูกกำหนดมากโดยภาวะเศรษฐกิจภายนอก จากวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่ต้องขึ้นรถเมลล์ไปทำงานตอนเช้า เสียเวลามากมาย ไปกับการเดินทางที่ไม่คุ้มค่าในรถ และต้องอยู่กับควันพิษและเสียงดังรบกวนในเมืองใหญ่  กลับมาควบคุมเวลาด้วยตนเอง ได้ตื่นแต่เช้าสูดอากาศบริสุทธิ์ ชื่นชมกับชีวิตและธรรมชาติ ที่แม้จะขาดสิ่งรื่นเริงบันเทิงใจ แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาตอบแทน

ไร่ดินดีใจ เกิดจากความต้องการที่จะพึ่งพาตนเองในวิถีธรรมชาติ กินและใช้ผลผลิตที่เกิดจากการเพาะปลูกในไร่ ไปพร้อมๆกับการฟื้นฟูดินที่เคยผ่านการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีมายาวนาน ด้วยวิถีเกษตรธรรมชาติ คือไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมี และทำการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ใช้น้ำหมักชีวภาพและน้ำหมักสมุนไพรฉีดพ่น สมุนไพรที่ใช้มาจากในไร่ที่ปลูกไว้ใช้ประโยชน์ในบ้าน

เพราะนอกจากไร่แล้ว เรามีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ปลูกไม้ยืนต้นเอาไว้ใช้สอย ผลไม้ สมุนไพรผักพื้นบ้าน และมันพื้นบ้านที่มีให้กินได้เกือบตลอดปี มีต้นมะกรูด ส้มซ่า ต้นหมี่  ที่นำมาทำสมุนไพรสระผม มีงาและถั่วเขียวในไร่ ที่ปลูกในระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดและเก็บเกี่ยวผลผลิตมาบริโภค

ผลผลิตที่ได้ในไร่ที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อจะพึ่งพาตนเอง งาที่ปลูกในไร่นำมาแปรรูปโดยหีบเป็นน้ำมันงา โดยใช้เครื่องบีบแบบไฮโดรลิกเพรส(Hydraulic press)ขนาดเล็ก ที่ใช้แรงงานของคน

                                      โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันปิโตรเลียม

 

น้ำมันที่หีบได้จากการสกัดแบบนี้เรียกว่า การสกัดแบบเย็น (cold pressed) ทำให้ได้น้ำมันงาที่ไม่ผ่านความร้อน และยังคงคุณค่าของสารอาหารต่างๆไว้ได้ครบถ้วน น้ำมันงาที่บีบได้นำไปใช้ปรุงอาหารในครอบครัว และใช้บำรุงผิว ใส่ผม ทากันแดด และใช้เป็นน้ำมันนวดตัวคลายเส้นได้ดี

อีกผลผลิตหนึ่งของไร่ดินดีใจในการพึ่งพาตนเอง คือผงถั่วเขียวทำความสะอาดผิว ที่ผลิตจากถั่วเขียวที่ปลูกในไร่ช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อใช้ทำปุ๋ยพืชสด ส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์และบริโภคในครอบครัว อีกส่วนหนึ่งนำมาบดเป็นผง ไว้ใช้ทำความสะอาดผิวแทนสบู่ ช่วยชำระล้างความมันส่วนเกินได้ดี มีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบและทำให้ผิวนุ่มนวลเนียนสะอาดด้วย

นอกจากนั้นเรายังทำ ผงข้าวสำหรับพอกหน้าที่่ เรานำปลายข้าวหอมมะลิมาบดเป็นผงและร่อนจนละเอียด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยโบราณที่จะนำน้ำซาวข้าวที่ตกตะกอนมาพอกหน้า ช่วยทำให้ผิวหน้าเย็น ลดความร้อนที่เกิดจากการออกแดดและช่วยกระชับผิวอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีสมุนไพรสระและบำรุงผม ใบหมี่ ส้มซ่า มะกรูด ซึ่งเป็นอีกผลผลิตหนึ่งที่ผลิตเพื่อใช้ทดแทนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด โดยเน้นพืชที่หาง่ายในท้องถิ่น จากต้นมะกรูดที่มีในท้องถิ่น ต้นส้มซ่าที่ปลูกไว้รอบๆบ้าน และใบของต้นหมี่ ไม้ที่พบได้ทั่วไปในท้องถิ่น เป็นสูตรเก่าแก่ที่นำมาใช้ทำความสะอาดผม เหมือนที่คุณตาคุณยายเคยใช้ ใช้แล้วทำให้หนังศรีษะสะอาด สดชื่น บรรเทาอาการผมร่วง และช่วยให้ผมดำเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ปลอดภัยต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม

ในไร่มีธัญพืชที่ปลูกไว้บริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้ ในสวนมีผลไม้ มีสมุนไพรไว้ในยามเจ็บป่วย เราพยายามที่จะพึ่งพาตนเอง ในเรื่องรายจ่ายส่วนอื่นๆด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ขายให้กับผู้ที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ หลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตราย และใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์ที่เราแปรรูปมีจำหน่ายที่ร้านค้าทางเลือกเล็กๆในกรุงเทพมหานคร และขายตรงให้กับผู้บริโภคโดยใช้ช่องทางเวบไซต์

ในอนาคตเราพยายามจะให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องของการพึ่งพาตนเองในวิถีธรรมชาติ และอยากจะเปิดรับเพื่อนๆที่สนใจอยากเรียนรู้การทำเกษตรธรรมชาติและการพึ่งพาตนเองในวิถีธรรมชาติ คนที่อยากหาทางเลือกใหม่ให้กับตนเอง เข้ามาพูดคุยกันได้ใน facebook ไร่ดินดีใจ หรือทางไลน์ Line ID : raidindeejai

หรือดูข้อมูลที่เวบไซต์หลักของไร่ http://www.raidindeejai.org ค่ะ